ปีที่ 8 แล้วครับ มีความขลังทุกปีที่มาครับ
ตำนานทางศาสนาพุทธได้กล่าวไว้ว่า เขาคิชฌกูฎอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ เป็นยอดเขาที่มีแนวเขาล้อมรอบ และเคยเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าในอดีต เป็นความดำริของพระครูธรรมสรคุณ ซึ่งเป็นกรรมการ และเป็นหลักในการพัฒนาพระบาทพลวง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ได้เสนอให้ใช้ชื่อ พระบาทเขาคิชฌกูฎ (พลวง) เหตุผลเพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธที่พุทธศาสนาเจริญกว่าเมืองไหนๆ แม้กระทั่งประเทศอินเดีย โดยสภาพภูมิประเทศที่คล้ายคลึง และยังเป็นยอดเขาที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์นั้นก็คือ รอยพระพุทธบาท และหินลูกบาตร ที่ตั้งข้างรอยพระพุทธบาท
หินลูกบาตรนี้จะอยู่ในลักษณะคล้ายลอยอยู่ริมลานพระพุทธบาท บนหินลูกนี้จะมีรอยคล้ายรอยพระหัตถ์ประทับอยู่ เหมือนกับกำลังดันหินก้อนนี้ไว้ ตรงข้ามกันรอยพระหัตถ์บนหินก้อนนี้ จะมีรูปรอยเท้าใหญ่ (รอยเท้าพญามาร) ใต้พระบาทมีถ้ำตาฤาษี จึงให้ใช้ชื่อนี้เป็นที่ระลึกถึงพระบรมศาสดา
ในทุกๆ ปีจะมีพิธีเปิดและพิธีปิด การขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประจำทุกๆปี นอกจากนี้ พระครูธรรมสรคุณ ยังได้สอนว่า “เท้าของพระพุทธองค์ แม้ประดิษฐานอยู่แห่งหนตำบลใดก็ตาม ถ้าเรามีความเชื่อมั่น เคารพกราบไหว้ด้วยใจ อธิษฐานแล้ว ย่อมเกิดผลสำเร็จแก่ผู้นั้นทุกคนและเป็รสิริมงคลแก่ผู้นั้นตลอดไป”
ตำนานรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ พระครูธรรมสรคุณ เจ้าอาวาสวัดกระทิง และเป็นเจ้าคณะอำเภอมะขาม ผู้สืบค้นประวัติเขาคิชฌกูฏ กล่าวไว้โดยย่อว่า เมื่อ พ.ศ. 2397 นายติ่งและคณะได้พากันขึ้นไปบนเขาหาไม้กฤษณา มาขาย ต้องขึ้นไปพักอยู่ที่บนเขาเป็นเวลาหลายวัน และได้แวะพักเหนื่อยบนลานหินกว้างใหญ่ เพื่อนของนายติ่งคนหนึ่งได้ถอนหญ้าเพื่อมาปูนอน สักพักก็พบแหวนใหญ่ที่สามารถสวมหัวแม่เท้าได้ และเมื่อช่วยกันตรวจดูก็พบหินแผ่นหนึ่ง ซึ่งมีพื้นที่เป็นรอยรูปก้นหอย
ต่อมานายติ่งและเพื่อนได้พาบุตรชายไปอุปสมบทที่วัดพลับ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี รุ่งเช้าก็มีงานเทศกาลปิดรอยพระพุทธจำลอง นายติ่งจึงซื้อทองไปปิดรอยพระพุทธบาทนั้น เมื่อปิดแล้วจึงพูดขึ้นว่ารอยพระพุทธบาทเช่นนี้ทางบ้านผมก็มีเหมือนกัน ขณะนั้นเจ้าอาวาสวัดพลับ (หลวงพ่อเพชร) ซึ่งหลวงพ่อดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดจันทบุรีได้รับทราบเกี่ยวกับเรื่องรอยพระพุทธบาทที่บ้านนายติ่ง จึงเรียกนายติ่งมาสอบถาม แล้วพาคณะขึ้นไปพิสูจน์ดู ก็เป็นความจริง
หลังจากตรวจดูตามบริเวณนั้นโดยทั่วแล้ว ก็ได้พบสิ่งแปลกประหลาดและสิ่งมหัศจรรย์หลายอย่าง จากรอยพระพุทธบาทนั้น นั้่คือรอยพระพุทธบาทขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว2 เมตร ได้จารึกไว้ที่ศิลาแผ่นใหญ่ เป็นลานกว้าง สามารถให้คนนั่งได้เป็นร้อยกว่าคน
ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของรอยพระพุทธบาทมีหินกลมๆก้อนหนึ่งมีขนาดใหญ่มาก มีชื่อเรียกกันว่า หินลูกพระบาท วางตั้งขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด และมหัศจรรย์ เพราะดูแล้วไม่น่าจะตั้งอยู่ได้ และยังมีหินอีกลูกหนึ่งที่ใหญ่มากเหมือนกัน อยู่ตรงข้ามกับหินลูกพระบาท และยังมีรอยพระหัตถ์ไปรับหินก้อนนี้ จากรอยพระพุทธบาทกับรอยพระหัตถ์นั้น ห่างกันประมาณ 5 เมตร และยิ่งแปลกไปกว่านั้น บนก้อนหินนั้นตรงกันข้ามกับรอยพระหัตถ์ ยังมีรูปรอยเท้าใหญ่อันนี้เขาเรียกว่ารอยเท้าพญามาร เพียงแหงนหน้าขึ้นไปมองจะเห็นได้ทันที สูงประมาณ 15 เมตร
ห่างไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือห่างจากหินลูกนี้ไปเพียง 20เมตร มีหินลูกข้างบนเป็นลาน และมองเห็นรอยรถ หรือรอยเกวียน เมื่อยืนบนหินลูกนั้นมองลงไปทางทิศเหนือจะเห็นถ้ำเต่า บนหลังถ้ำจะมองเห็นเป็นรูปเต่า
เมื่อหันไปมองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของรอยพระพุทธบาทก็จะมองเห็นถ้ำช้าง และถ้ามองจากรอยพระพุทธบาทขึ้นไปจะเห็นหินก้อนหนึ่งมีรูปลักษณะคล้ายช้างจริง มองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ยังมีถ้ำอีกถ้ำหนึ่งเรียกกันว่า ถ้ำสำเภา เพราะมีหินก้อนหนึ่งข่างบนถ้ำมีลักษณะคล้ายๆ เรือสำเภาจึงเรียกว่า ถ้ำสำเภา ยังมีอีกถ้ำหนึ่งใต้พระบาทนี้เรียกว่า ถ้ำตาฤๅษี
พระบาทแห่งนี้ทำไมจึงเรียกว่า “เขาคิชฌกูฏ” เพราะที่เรียกเช่นนี้ เดิมชื่อเขาในกรุงราชคฤห์ในประเทศอินเดีย ชื่อว่าเขาคิชฌกูฏ คล้ายกับว่าได้ไปยังนครราชคฤห์อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์ครั้งปฐมโพธิกาลโน้น และการไปมาก็ไม่สู้ไกลนัก เปรียบเสม่อนว่าปีหนึ่งเรามีโอกาสไปนมัสการรอยพระพุทธบาทครั้งหนึ่ง บาทหรือเท้านับว่าเป็นอวัยวะที่ต่ำที่สุดของมนุษย์เรา แต่เท้านั้นเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ถ้าขาดเท้าเสียก็ไม่สามารถที่จะไปประกอบคุณงามความดีได้ โดยเฉพาะเป็นเท้าของพระพุทธองค์ด้วยแล้วเป็นเท้าพิเศษและบริสุทธิ์ ผู้คนเลื่อมใสและเคารพกราบไหว้ส่วนเท้าของพระพุทธองค์ แม้จะประดิษฐานอยู่แห่งหนตำบลใดก็ตาม ถ้ามีความเชื่อมั่น มีความเคารพกราบไหว้ด้วยใจอธิษฐานแล้ว ย่อมเกิดผลสำเร็จแก่ผู้นั้นทุกคน...
Read moreI ranked this one of the most mysterious and hardest to get to temple I have ever been in my life. This temple situated high up in the mountains of the Khitchakut National Park in Chanthaburi, only opens to the public about 2 months in a year probably due to its difficulty to get there by any visitors. Currently, the only way to get up to the temple is by taking a 4x4 vehicle ride to the half way point and then walk the rest of the way up by climbing perhaps over 1 thousand steps crossing gauges and deep valleys. The journey itself is exhilarating and definitely not for the weak as it will take you about an hour or more just to track up these steep steps. Human carried sedan chairs is available for a fee for those who are unable to climb these on their own. The mysterious Buddha's footprint rock can be found on top of the mountain where devotees will pay their yearly homage with offerings . A truly once in a lifetime wonderful experience and definitely ranked amongst the best religious tourists location in the world in my books. Highly...
Read more“รอยพระพุทธบาทพลวง” หรือ “รอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ” ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี รอยพระพุทธบาทดังกล่าวประดิษฐานอยู่บนภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 1,050 เมตร จึงนับเป็นรอยพระพุทธบาทที่สูงที่สุดในประเทศไทย มีขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร
รอยพระพุทธบาทพลวงมีการค้นพบราวปี พ.ศ. 2397 แต่ผู้ที่มาบุกเบิกเปิดตำนานรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ให้คนรู้จัก และให้พุทธศาสนิกชนได้เดินทางขึ้นไปกราบไหว้ สักการะในความศักดิ์สิทธิ์ก็คือ “หลวงพ่อเขียน” (มรณภาพ เม.ย. 55) โดยในปี พ.ศ. 2515 หลวงพ่อเขียนได้บุกเบิกทางขึ้น และนำรถยนต์ขึ้นเขาเป็นครั้งแรก ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาเส้นทางขึ้นยอดเขาให้ดีและปลอดภัยยิ่งขึ้น มาจนถึงปัจจุบัน
รอยพระพุทธบาทพลวงขึ้นชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ และมีความเชื่อว่าผู้ที่เดินขึ้นไปถึงยอดเขาซึ่งมีรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่นั้นจะได้บุญสูง อีกทั้งยังเชื่อกันว่า การได้มานมัสการรอยพระพุทธบาทพลวงบนยอดเขาคิชฌกูฏ เปรียบได้กับการเข้าเฝ้าองค์พระศาสดา ถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ ในแต่ละปีจึงมีพุทธศาสนิกชนนับแสนหลั่งไหลมาสักการะรอยพระพุทธบาทด้วยความศรัทธาเป็นจำนวนมหาศาลในทุก ๆ ปี
ใกล้ ๆ กับรอยพระบาทพลวงมี “หินลูกพระบาท” หรือ “หินลูกบาตร” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าทึ่ง ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา เป็นร่มเงาให้แก่รอยพระพุทธบาท อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของเขาคิชฌกูฏแห่งนี้
นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงกับรอยพระพุทธบาทยังมีประติมากรรมหินรูปร่างแปลกตาที่สอดคล้องกับตำนานทางพุทธศาสนา อาทิ หินพระนอน ลานแข่งรถพระอินทร์ ถ้ำฤาษี หินรูปร่างคล้ายเต่าและช้างใหญ่ รวมถึงรอยเท้าพญามารปรากฏให้เห็นด้วย พิธีบวงสรวงเปิดนมัสการพระบาทพลวง ในทุกๆ ปีก่อนที่เริ่มเทศกาลแสวงบุญนมัสการพระบาทพลวง จังหวัดจันทบุรีจะมีพิธีกรรมอย่างหนึ่ง คือพิธีบวงสรวงเปิดนมัสการพระบาทพลวง นิยมทำในวันแรม 14 ค่ำ เดือน 2 โดยมีรายการเครื่องบวงสรวงดังนี้
บายศรีห้าชั้น 1 คู่ บายศรีปากชาม 1 คู่
หัวหมูและน้ำพริกเกลือ 1 คู่ มะพร้าวอ่อน 1 คู่
ผลไม้ห้าอย่างๆ ละ 1 คู่ ขนมห้าอย่าง (เต้าเลี่ยว) 1 คู่
กล้วย ถั่ว งา อย่างละ 1 คู่ ขนมเปี๊ยะ 10 คู่
ผ้าขาว 1 ผืน ผ้าแดง 1 ผืน
น้ำหวาน 2 คู่ หมากพลู บุหรี่
ผักพล่าปลายำ (ข้าวผสมกับข้าว)
หลังจากเตรียมเครื่องบวงสรวงเสร็จแล้วจะมีพราหมณ์เป็นผู้ทำพิธีกรรมต่างๆ โดยการเริ่มต้นด้วยการชุมนุมเทวดา เชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่สถิตอยู่บนเขาพระบาทเป็นสักขีพยานรับเครื่องสังเวยที่นำมาทำพิธีครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวถึงช่วยปกป้องอภิบาลรักษาผู้ที่มานมัสการให้พ้นจากอันตรายที่อาจจะเกิดจากสัตว์ร้าย การเดินทาง การปฏิบัติธรรม ตลอดจนช่วยดลจิตผู้ที่คิดไม่ดี ผู้กระทำชั่วไม่อยากขึ้นไป
พิธีปิด เมื่อเปิดนมัสการไปได้ประมาณ 2 เดือนก็จะมีพิธีปิดพระบาทซึ่งเครื่องบวงสรวงจะเหมือนพิธีเปิด แต่จำนวนจะเพิ่มมากเป็นพิเศษ เพราะผู้แสวงบุญจะนำอาหารมาร่วมด้วย ส่วนคำกล่าวจะพูดในลักษณะขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย นอกจากนี้ยังเป็นการคืนป่าให้กับสัตว์ต่างๆ ที่เคยอยู่บริเวณพระบาท
ประเพณีนมัสการพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏจันทบุรี ประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏหรือพระบาทพลวง เป็นเทศกาลเดือน 3 ที่ปฏิบัติกันมาช้านาน แต่เดิมเริ่มขึ้นไปนมัสการในวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี แต่มาระยะหลังนี้เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนที่มีความเลื่อมใสศรัทธาทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จึงได้เปิดเวลาให้นมัสการมากขึ้น กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2536 เปิด 30 วัน ในปี พ.ศ. 2537 เปิด 45 วัน และในปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา เปิดให้นมัสการ 60 วัน และยังคงเริ่มเปิดให้นมัสการเดือน...
Read more