มากราบพระพุทธบาทและกราบอัฐิครูบาพรหมจักร สุดยอดพระอริยสงฆ์ภาคเหนือของไทย ไปมาช่วงเย็นกำลังจะปิดพอดี เจอหลวงพี่ใจดีเลยได้ไหว้พร้อมแนะนำด้วย ขอบคุณนะครับ ถ้าหลวงพี่เข้ามาอ่าน แล้วตอนนี้เหมือนทางวัดกำลังบูรณะพระเจดีย์ 4 ครูบามาทำบุญกันได้นะครับ แต่ถ้าใครไม่สะดวกมาผมถ่ายเลขบัญชีทางวัดให้แล้วนะครับ ดูจากรูปภาพด้านล่าง ไปมาวันที่ 20/2/68 ส่วนข้อมูลที่หาได้จากเน็ตก็ตามนี้ครับ
ตำนาน วัดพระพุทธบาทตากผ้า ได้กล่าวไว้ว่าในสมัยพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะเจ้าได้เสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ในดินแดนสุวรรณภูมิ (ประเทศไทยในปัจจุบัน) พระองค์ได้เสด็จไปในที่ต่าง ๆ กระทั่งเสด็จถึงบริเวณวัดพระพุทธบาทตากผ้าแห่งนี้ซึ่งเป็นผาลาด จึงได้ทรงอธิษฐานประทับรอยพระพุทธบาทลง ณ ที่แห่งนี้ เพื่อเป็นที่สักการบูชาของมวลเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายและพระองค์ได้ตรัสให้พระอานนท์เอาจีวรไปตากบนผาลาด ใกล้บริเวณที่ประทับ ซึ่งปรากฏเป็นรอยเลือนลางอยู่ ดังนั้น วัดนี้จึงได้ชื่อว่า “วัดพระพุทธบาทตากผ้า” มาถึงทุกวันนี้
ครูบาพรหมจักรเกิดในสกุลชาวไร่ชาวนา บ้านป่าแพ่ง ต.แม่แรง อ.ปากป่อง จ.ลำพูน ซึ่งปัจจุบันคือ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน เมื่อวันอังคารที่ 3 ส.ค. พ.ศ. 2441 เป็นบุตรของนายเป็ง พิมสาร และนางบัวถา พิมสาร มีพี่น้องรวมทั้งสิ้น 13 คน หากจะกล่าวว่าครอบครัวพิมสารเป็นครอบครัวบุญก็คงจะกล่าวได้ เพราะพ่อแม่สนใจในการบุญจึงพาลูกๆ ไปทำบุญสุนทานตั้งแต่เด็ก ครูบาพรหมจักรนั้นบวชเป็นเณรตั้งแต่อายุ 15 ปี ใน พ.ศ. 2455 พออายุครบ 20 ปี ก็อุปสมบทที่วัดป่าเหียง โดยมีเจ้าอธิการแก้ว ขันติโย เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 16 ม.ค. พ.ศ. 2461 ครอบครัวท่าน ลูกชาย 3 ใน 7 คนก็ได้ออกบวช ทุกรูปล้วนแต่เจริญในธรรมและเจริญสมณศักดิ์ได้เป็นเจ้าอาวาสด้วยกันทั้งหมดนั่นคือ 1.พระสุธรรมยานเถระ หรือ ครูบาอินทจักร์รักษา วัดน้ำบ่อหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ 2.ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 3.พระครูสุนทรคัมภีรญาณ หรือ ครูบาคัมภีระ วัดพระธาตุดอยน้อย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ทั้ง 3 รูป มีพรรษาห่างกันท่านละ 2 ปีพอดิบพอดี พอน้องชายบวชในปีที่ 6 หลังจากนั้นอีก 2 ปี ล่วงเข้าปีที่ 8 ก็ถึงคราวโยมพ่ออุปสมบท นายเป็ง ออกบวชเมื่ออายุ 62 ปี “ครูบาเป็ง โพธิโก” บวชได้ 28 พรรษา ก็มรณภาพขณะอายุ 90 ปี อยู่ประจำที่วัดป่าหรองเจดีย์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ขณะที่มารดาก็ถือศีลนุ่งขาวห่มขาวจนสิ้นอายุ บวชได้หนึ่งปี ครูบาพรหมจักร เข้าสอบนักธรรมที่วัดเชตุพน จ.เชียงใหม่ ปีนั้นมีพระเข้าสอบเป็นร้อยรูป แต่สอบได้เพียง 2 รูป หนึ่งในนั้นก็คือครูบาพรหมจักร พระผู้ใหญ่เห็นแววจึงขอให้มาศึกษาต่อที่ กทม. แต่พระอุปัชฌาย์และพี่น้องทัดทาน พระอุปัชฌาย์ชี้ทางสว่างท่านว่า “ถ้ารักตัวก็จงตั้งใจปฏิบัติธรรม” ท่านแสวงหาความรู้จากครูบาอาจารย์หลายรูป เช่น ครูบาอินทจักร์รักษา พี่ชาย ครูบาแสน ญาณวุฑฒิ วัดหนองเงือก ครูบาบุญมาบารมี วัดก่อม่วง ครูบาอนุธรรมวุฒิ ฯลฯ เป็นเวลานาน 4 ปี พอถึงวันที่ 29 ก.ค. พ.ศ. 2464 ในพรรษา 4 ท่านจึงกราบลาพระอุปัชฌาย์และพี่น้องออกปฏิบัติธรรมตามป่าเขา ครูบาธรรมชัย ธัมมชโย วัดทุ่งหลวง จ.เชียงใหม่ หนึ่งในคณะธุดงค์ชุดนั้นเล่าว่า คณะครูบา 4 พ่อลูกได้ออกธุดงค์ตั้งแต่ พ.ศ. 2478 เริ่มจากวัดป่าหนองเจดีย์ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ไปวัดพระธาตุจอมทอง วัดพระธาตุโมคคัลลานะ ดอยเต่า ดอยเกิ้ง ทะลุออก อ.ลี้ อ.แม่สอด จ.ตาก ออกบ้านท่าสองยาง บ้านผาเงา วกกลับเข้าลำพูน ครูบาพรหมจักร จาริกหลีกเร้นปฏิบัติเป็นเวลาร่วม 20 ปี จาริกไปทั่วแถบภาคเหนือ ข้ามไปยันพม่า ถือวัตรปฏิบัติฉันหนเดียว เดินจงกรม ปฏิบัติกรรมฐานอย่างแน่วแน่ตั้งแต่หนุ่มจนแก่เฒ่า ท่านมาหยุดวิเวกเอาเมื่อครูบาบุญเป็งชรามากแล้ว พระลูกทั้ง 3 จึงอยากให้พระพ่อได้พัก จึงแยกย้ายกันอยู่ใน 4 สำนักดังกล่าว
เช้ามืดวันที่ 17 ส.ค. พ.ศ. 2527 พอออกจากจำวัด ท่านลุกขึ้นนั่งสมาธิแล้วก็ดับขันธ์ไปในท่านั่งสมาธิภาวนา เมื่อเวลา 06.00 น. มีงานพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุชั่วคราววัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน เมื่อวันเสาร์ที่ 30 ม.ค. พ.ศ. 2531 ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จไปพระราชทานเพลิงครูบาเจ้าพรหมจักรด้วยพระองค์เอง เมื่อเก็บอัฐิปรากฏว่าอัฐิธาตุของท่านได้แปรสภาพเป็นพระธาตุ มีวรรณะสีต่างๆ...
Read moreคุณพ่อคุณแม่เคยพามาวัดนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ ประมาณ 50 กว่าปีมาแล้ว และภายหลังก็ยังได้มากับคณะท่องเที่ยวบ้าง และคณะคุณอาคม ทันนิเทศอีกหลายครั้ง มากราบหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้าเรียกท่านกันในสมัยนั้น ยังคิดถึงวันเก่า ๆ ที่ได้มากราบหลวงพ่อท่านที่มีเมตตากับญาติโยมอย่างมาก รับรู้ได้ถึงความเมตตาแห่งบารมีธรรมของท่านกันถ้วนหน้า (พ. 18 ก.ย. 2567)
วัดพระพุทธบาทตากผ้า วรวิหาร เดิมเป็นวัดราษฎร์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 ตั้งอยู่ในเนื้อที่ประมาณ 175 ไร่ ซึ่งเป็นเนินเขาเตี้ย ๆ อยู่ใกล้ดอย (เขา) 2 ลูกคือ ดอยช้างและดอยเครือ อยู่ห่างจากเมืองลำพูนประมาณ 19 กิโลเมตร เป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูน หรือของภาคเหนือ
ปัจจุบัน วัดพระพุทธบาทตากผ้า วรวิหาร เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของการศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกนักธรรม และบาลี ของพระภิกษุสามเณรในภาคเหนือ นอกจากนี้แล้ว ทางวัดได้จัดให้มีการปฏิบัติธรรมควบคู่ไปกับการศึกษา ได้จัดตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานขึ้น เพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรมสำหรับพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และผู้สนใจทั่วไป
ตำนาน วัดพระพุทธบาทตากผ้า ได้กล่าวไว้ว่าในสมัยพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะเจ้าได้เสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ในดินแดนสุวรรณภูมิ (ประเทศไทยในปัจจุบัน) พระองค์ได้เสด็จไปในที่ต่าง ๆ กระทั่งเสด็จถึงบริเวณวัดพระพุทธบาทตากผ้าแห่งนี้ซึ่งเป็นผาลาด จึงได้ทรงอธิษฐานประทับรอยพระพุทธบาทลง ณ ที่แห่งนี้ เพื่อเป็นที่สักการบูชาของมวลเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายและพระองค์ได้ตรัสให้พระอานนท์เอาจีวรไปตากบนผาลาด ใกล้บริเวณที่ประทับ ซึ่งปรากฏเป็นรอยเลือนลางอยู่ ดังนั้น วัดนี้จึงได้ชื่อว่า “วัดพระพุทธบาทตากผ้า” มาถึงทุกวันนี้
ประมาณ พ.ศ. 1200 พระนางจามเทวี พระราชธิดาในพระเจ้ากรุงละโว้ (ลพบุรี) ได้เสด็จมาครองนครหริภุญชัย (ลำพูน) พระนางได้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ให้สร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทเป็นพุทธบูชา
พ.ศ. 2472 ท่านครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย วัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน ได้รับอาราธนาจากคณะสงฆ์จังหวัดลำพูน ซึ่งมีพระครูพุทธิวงศ์ธาดา วัดฉางข้าวน้อยเหนือ เจ้าคณะอำเภอปากบ่อง (ป่าซาง) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีหลวงวิโรจน์รัฐกิจ (เปรื่อง โรจนกุล) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ได้ทำการก่อสร้างวิหารจัตุรมุขจนสำเร็จ
พ.ศ. 2375 ครูบาอาจารย์หลายท่าน โดยมีครูบาป๋า ปารมี วัดสะปุ๋งหลวง เป็นประธาน พร้อมด้วยทายก ทายิกา ได้ก่อสร้างวิหารหลังใหญ่ค่อมมณฑปไว้อีกชั้นหนึ่ง
พ.ศ. 2486 คณะสงฆ์ โดยมีพระญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน วัดพระยืน เป็นประธาน พร้อมด้วยข้าราชการ ประชาชน ได้อาราธนาท่านครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก วัดป่าหนองเจดีย์ ต.ท่าตุ้ม อ.ป่าซาง มาเป็นประธานอำนวยการก่อสร้าง และดูแลกิจการของวัด โดยมีพระอธิการศรีนวล อินฺทนนฺโท วัดช้างค้ำ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส
พ.ศ. 2502 ท่านครูบาพรหมา ได้เริ่มการพัฒนาวัดอย่างเต็มที่ โดยการลงมือทั้งก่อสร้างและซ่อมแซมถาวรวัตถุที่ทรุดโทรม เช่น พระวิหารจตุรมุข ได้ต่อเติมยอดมณฑปขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ก่อสร้างพระอุโบสถทั้งหลังเก่าและหลังใหม่ ศาลาการเปรียญทั้งหลังเล็กและหลังใหญ่ กุฏิแถว โรงเรียนพระปริยัติธรรม กำแพงวัดและอื่น ๆ...
Read moreランプーン県パーサーン郡タンボン・マコークにある古刹です。ここは王立寺院(พระอารามหลวง)に指定されていて、「第3級サーマン」という寺格が与えられています。地方の重要寺院の1つと見なされています。 この寺院の史実的な創建年はよく分かりません。しかし、もしかすると、ラーンナー王朝期以前のハリプンチャイ王国時代に建てられた寺院であるかもしれません。 伝説によると、その昔、お釈迦さまがインドからここへやって来たのだそうです。そして、巡錫の証しである「ローイ・プラ・プッタバート(รอยพระพทธบาท)」と「ローイ・タークパー(รอยตากผ้า)」をここに残した、と言われています。 ローイ・プラ・プッタバートとは、岩にのこしたお釈迦さまの足跡のこと。いわゆる「仏足跡」のことです。 ローイ・タークパーは、「僧衣(ผ้า)を乾かした(ตาก)跡(รอย)」という意味で、お釈迦さまが、弟子のアーノン尊者(阿難尊者)に命じて、洗濯した僧衣[袈裟]を干して乾かさせた際に地面[岩石]にできた格子[田相]模樣の影印のことです。 ローイ・プラ・プッタバートとローイ・タークパーが残されているお寺なので、「ワット・プラプッタバート・タークパー(วัดพระพุทธบาทตากผ้า)」と呼ばれています。現在、仏足跡はまだ現存していますが、その東側にある僧衣を乾かした跡のほうは比較的最近になって複製されたものしか見ることができません。オリジナルのほうは、袈裟の影印がぼやけてしまって、はっきりと格子[田相]模樣を見ることができなくなってしまっています。 ハリプンチャイ王国時代には、初代のチャーマテーウィー女王が、仏足跡の場所にモンドップ(มณฑป)様式のお堂を建てたと伝えられています。ラーンナー王朝時代においては、歴代の国王たちが仏足跡を崇敬して大切にしたと言われています。 しかし、いつの頃からか、この寺院は荒廃してしまいました。政治や社会の混乱で、支配者から安定的な外護が受けられなくなったためでしょう。 復興されたのは19世紀に入ってからのことでした。1814年に、仏足跡を覆っていたモンドップを包み込むようにしてお堂を建てましたが、これはすぐに壊れてしまったそうです。1927年に、かのクルーバー・シーウィチャイ師(ครูบาศรีวิชัย)が改修事業を引き受けて、仏足跡を保全するためのお堂がつくり直されました。シーウィチャイ師による改修事業によって整備された結果、寺院は復興を遂げ、多くの人びとが参拝に訪れるようになりました。 この寺院は、2つのエリアで構成されています。1つは、仏足跡などのある低地のエリアで、いま1つは、その背面にあるクルア山(ดอยเครือ)の山頂のエリアです。低地のエリアから山頂のエリアまで、通路と階段が設置されています。階段は200段ほどあります。別に車道も設けられていますので、車で行くことも可能です。 山頂エリアには、黄金に輝く巨大仏塔などがあります。この仏塔は「4名のクルーバーの仏塔(พระธาตุเจดีย์สี่ครูบา)」と呼ばれています。4名のクルーバーというのは、出家して高僧となった父親と3人の兄弟のことです。すなわち、(1)ランプーン県パーサーン郡のワット・ナコンチェーディ(วัดนครเจดีย์ )のクルーバー・ポーペン・ポーティコー師(ครูบาพ่อเป็ง โพธิโก、※父親)、(2)チェンマイ県サンパートーン郡のワット・ワナーラーム(วัดวนาราม)のクルーバー・インタチャックラクサー師(ครูบาอินทจักรรักษา、※長男) 、(3)この寺院の住職であったクルーバー・プロムマー・プロムマチャッコー師(ครูบาพรหมา...
Read more