หรือวัดเมือง ตั้งอยู่บนถนนมรุพงษ์ วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นเมื่อ สมัยต้น กรุงรัตนโกสินทร์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อพศ. 2377 วัดนี้ สร้างขึ้นพร้อมกับกำแพงเมืองฉะเชิงเทรา วันนี้ถือเป็นโบราณสถานที่สำคัญ อีกแห่งหนึ่ง วัดเมือง ในปี พศ.2391 พระยาวิเศษลือชัย ซึ่งเป็นเจ้าเมืองในขณะนั้นได้มีการก่อกบฏขึ้น เรียกตัวเองว่าอ้างยี่ ตอนมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ได้ให้ สมเด็จพญาบรม มหาประยูรวงศ์ ยกพลจากสมุทรปราการมาปราบกบฏ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้กับอั้งยี่ และถูกฆ่าตายกว่า 3,000 คน ต่อมาได้มีการจับกุมและประหารชีวิตพวกอั้งยี่ โดยสถานที่ ณเวลานั้น คือบริเวณโคนต้นจันใหญ่ของวัดเมือง จะมีหลักประหารเก่า ต้นจันทร์วัดเมืองหลังจากเสร็จศึกเหตุการณ์นองเลือดทหารและอังยี่แล้วก็กลายเป็นวัดร้าง สภาพชำรุดทรุดโทรม และยังไม่ทันได้บูรณะวัดเมือง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ก็มาเสด็จสวรรคตเสียก่อน ต่อมา ในพ.ศ 2451 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จประพาสเมืองฉะเชิงเทราและบูรณะวัดเมืองขึ้นมา พระองค์ได้สถาปนาชื่อวัดขึ้นใหม่ ว่าวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ แต่เรื่องราวของผีอังยี่ก็ยังมีต่อเนื่อง จนสมาคมจีนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ต้องทำพิธีล้างป่าช้าถึงสองครั้ง ได้ขุดเอาเสาหลักประหารขึ้นมาจากดิน โดยเทปูนปิดทับหลักประหาร หลังจากนั้นความเฮี้ยนก็ค่อยๆหมดไป สำหรับต้นจันที่เคย เป็นจุดหลักประหารนี้ ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ โดยเชื่อกันว่าที่ตรงนี้เป็นที่ประหารชีวิตคน และ ด้านหลังต้นจัน เป็นพระวิหาร พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย พระปาง 4 องค์ล้อมรอบพระวิหาร สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น รูปหล่อ ของกรมหลวง รักนนท์นเรศ อยู่ในชุดแม่ทัพขนาดเท่าองค์จริง หอระฆังนี้สร้างเมื่อ พ.ศ 2478 เรื่องอุทิศให้ พระอินทราสาอดีตเจ้าเมืองฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ 2551 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ยกวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี โดยมีโบราณสถานและวัตถุ คือพระอุโบสถพระวิหารพระปรางค์ กำแพงรอบพระอุโบสถและวิหาร ศาลาการเปรียญหอระฆังพระเจดีย์ และศาลกรมหลวงรักษ์รณ และกรมศิลปากรเข้ามาบูรณะ ปฏิสังขรณ์ หอไตรรัต วิหาร เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อ พุทธโสธร หน้าโบราณ พระพุทธรูปประจำจังหวัด หน้าบันพระอุโบสถ หน้าบันของศาลาการเปรียญได้มีการทำ พระปรมาภิไธย ของรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จปร และ เป็นวัดที่จัดประเพณีสงกรานต์แบบไทยใส่ชุดไทยย้อนยุค มีก่อพระเจดีย์ทราย มีรำวงย้อนยุค มีของขายมากมายเช้าก็ทำบุญใส่บาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม ตามประเพณีนิยม ตอน 18:00 นสวดมนต์ทำวัตรเย็นและสามารถเข้ามา กราบไหว้ บูชาหลวงพ่อพุทธโสธรหน้าโบราณตั่งเเต่เช้ายันเย็นถึง ค่ำได้ เป็นแลนด์มาร์คของวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎ์ เป็นวัดเก่าแก่และสวยงาม พระครูสุตะธรรมาภรณ์ ลองเจ้าอาวาสวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎ์วัดปิด20.00นค่ะ อ๋อลืมบอกไปว่ามีรอยพระพุทธบาทจำลอง หล่อด้อย สัมฤทธิ์ ที่สร้างขึ้น...
Read moreวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ หรือวัดเมือง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกงฝั่งตะวันตก เลขที่ ๑๕๖ ถนนมรุพงษ์ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โดยโปรดให้ เจ้าพระยายมราช เจ้าพระยามหาโยธา หาที่จะสร้างเมืองฉะเชิงเทราใหม่ และโปรดให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ (หม่อมไกรสร) ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๓๓ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ เป็นแม่กองทำการสร้างกำแพงเมืองฉะเชิงเทรา และพระองค์ได้สร้างวัดหนึ่งด้วย ดังในพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แสดงไว้ว่า
"...แล้วโปรดให้กรมหลวงรักษรณเรศออกไปสร้างป้อมกำแพงที่เมืองฉเชิงเทราอีกตำบล ๑ โปรดให้สร้างวัดไว้ในกลางเมือง ซึ่งพระราชทานนามในบัดนี้ว่า วัดปิตุลาธิราชรังสฤษดิ..."
เดิมทีวัดเมืองตั้งอยู่ตรงอยู่ที่กลางเมืองฉะเชิงเทรา แต่ เมื่อเกิดกบฏอั้งยี่ขึ้นในปี พ.ศ.๒๓๙๑ ทำให้วัดเมืองถูกเผาทำลาย ภายหลังการกบฏแล้ว ราวปี พ.ศ.๒๔๒๗ พระยาวิเศษฤๅไชย(ช้าง) ได้ทำการย้ายวัดออกมาสร้างใหม่ในสถานที่ตั้งปัจจุบัน (จึงเป็นหลักฐานที่สำคัญว่าแท่นประหารอั้งยี่ที่วัดนี้ไม่ใช่เรื่องจริง) ปรากฏหลักฐานในบันทึกของ เซอร์ เออร์เนสต์ เมสัน ซาโตว (Sir Ernest Mason Satow) อัครราชทูตอังกฤษ ประจำกรุงสยาม เมื่อคราวตรวจพื้นที่ เมืองต่างๆในแม่น้ำบางปะกง ว่า
"...เจ้าเมืองปล่อยเรื่องหยุมหยิมในการบริหารปกครองอยู่ในอำนาจของน้องชาย ผู้ซึ่งเป็นปลัดและอายุได้ ๗๕ ปีแล้ว ท่านสนใจแต่เพียงการเตรียมตนสำหรับโลกหน้าโดยการสร้างวัดแห่งหนึ่ง..."
เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้ว ในระยะแรกยังเรียกชื่อวัดว่า วัดท้ายเมือง เนื่องจากสร้างในพื้นที่ท้ายเมืองฉะเชิงเทรา และได้รับพระราชทานนามวัดใหม่ จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฏ์” อันเป็นการเฉลิมพระเกียรติให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวาระฉลองพระชนมายุครบรอบ ๑๐๐ พรรษา ในปีพ.ศ.๒๔๓๐ และวัดนี้ได้ใช้เป็นที่พระราชทานเพลิงศพพระยาวิเศษฤๅไชย(ช้าง) เจ้าเมืองฉะเชิงเทราในปีเดียวกันนั้นเอง ในเวลานั้นวัดน่าจะมีแค่ พระอุโบสถเพียงอย่างเดียว ส่วนพระวิหารน่าจะสร้างขึ้นในสมัยหลัง ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าการที่ต้องสร้างพระวิหารขึ้นมานั้นอาจจะใช้เป็นที่จัดพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาแทนการใช้ที่อุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร[3]
พุทธาวาสของวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ มีพระอุโบสถและพระวิหารล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ประกอบด้วยพระปรางค์หลายองค์ที่บริเวณมุมของกำแพงแก้วปัจจุบันได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์จนอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ มีชื่ออยู่ในทะเบียนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมีสภาพเป็นวัดตามมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ว่า ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕ และได้รับวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๕...
Read moreพระอารามเก่าแก่ขนาดใหญ่ ในระยะแรกเรียกชื่อวัดว่าวัดเหนือเมืองหรือวัดหลักเมือง เดิมทีวัดเมืองนี้อาจเคยมีแผนให้สร้างกลางเมือง แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบได้ จึงได้มีการสร้างบริเวณด้านเหนือของเมืองแทน สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยโปรดให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงรักษ์รณเรศ (หม่อมไกรสร) พระราชโอรสในรัชกาลที่1 เป็นแม่กองทำการสร้างกำแพงเมืองฉะเชิงเทรา และวัดแห่งหนึ่ง เนื่องด้วยเป็นวัดสำคัญของเมือง จึงใช้ในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และปรากฏหลักฐานว่าได้รับผ้าพระกฐินพระราชทานในสมัยรัชกาลที่ 4 จากนั้นได้รับพระราชทานนามวัดใหม่ จากรัชกาลที่ 5 ว่าวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎ์ อันเป็นการเฉลิมพระเกียรติให้รัชกาลที่ 3 ในวาระฉลองพระชนมายุครบรอบ 100 พรรษา ต่อมาได้ยกเป็นพระอารามหลวงในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา รัชกาลที่ 9 วัดตั้งอยู่บนถนนมรุพงษ์ ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำบางปะกง เมื่อเข้าวัดจะเห็นพระอุโบสถเป็นแบบขนบเดิม มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ หน้าบันมีตราดาวแปดแฉกมีพระปรมาภิไธย่อ จปร.หันหน้าไปทางทิศตะวันออกสู่แม่น้ำ เสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ หัวเสาไม่มีบัว ประตูและหน้าต่างมีซุ้มปูนปั้น ไม่ได้เปิดให้เข้า ใบเสมาอยู่ในซุ้มสี่เหลี่ยม 8 ทิศ นอกกำแพงแก้วด้านหลังมีพระวิหารแบบขนบเดิม มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ หน้าบันลายดอกพุดตาน หันหน้าไปทางทิศเหนือ เสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ หัวเสาไม่มีบัว ประตูและหน้าต่างมีกรอบจั่ว มีพระปางมารวิชัยเป็นพระประธาน มีพระปางมารวิชัยขนาดใกล้เคียงล้อมรอบ 5 องค์ ข้างหน้ามีพระปางสมาธิ 2 องค์ 2 ข้างมีพระปางมารวิชัยขนาดรองข้างละ 2 องค์ ตั้งอยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน ข้างหน้าด้านขวามีพระศรีอริยเมตไตรยถือตาลปัตรแว่นแก้ว ข้างซ้ายมีต้นจันขนาดใหญ่อายุเกือบสองร้อยปี ที่มุมกำแพงแก้วทั้ง 4 มีเจดีย์ทรงปรางค์ฐานย่อมุมไม้สิบสองสีขาว ทางด้านซ้ายของพระอุโบสถ มีวิหารทรงจตุรมุข ประดิษฐานหลวงพ่อโสธรจำลอง หน้าบันไดข้างซ้ายมีพระอุปคุตยืน ข้างขวามีพระสีวลียืน ถัดไปมีเรือนไทยขนาดเล็ก เป็นศาลหม่อมไกรสรผู้สร้างวัด เมื่อวันตรุษจีนผมได้ไปไหว้พระ 9 วัดแถบจอมทอง วันนี้อยู่ในช่วงตรุษจีน ผมมาไหว้พระในเมืองฉะเชิงเทรา เริ่มจากวัดสุวรรณาราม สักการะวิหารแปดเซียน วัดจีนประชาสโมสร วัดเทพนิมิตร วัดอุภัยภาติการาม พักรับทานมื้อกลางวันที่ตลาดบ้านใหม่ เสร็จแล้วมาวัดแหลมใต้ และวัดประตูน้ำท่าไข่ ก่อนมาวัดปิตุลาธิราช...
Read more