นางใน หมายถึงสตรีซึ่งอยู่ในราชสำนักฝ่ายใน เป็นเขตพื้นที่พระราชฐานเฉพาะสำหรับสตรี อันเป็นที่ประทับและเป็นที่อยู่ของมเหสี พระสนม เจ้าจอม เจ้าจอมมารดา พระราชธิดา ข้าบาทบริจาริกา ข้าราชการสำนักฝ่ายใน เขตนี้ถือว่าเป็นพื้นที่หวงห้ามบุรุษจะย่างกรายเข้าไปมิได้ มีเพียงพระมหากษัตริย์และพระราชโอรสที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีโสกันต์ (อายุยังไม่เกิน 13 ปี ) เท่านั้น
นางในทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบงานต่างๆกัน เช่น พนักงานพระภูษา พนักงานเครื่องเสวย พนักงานพระสุธารส พนักงานเฝ้าหอพระมณเฑียร พนักงานโขลนทวาร ตลอดจนพนักงานมโหรี ขับร้องฟ้อนรำ ฯลฯ
พนักงานส่วนใหญ่มาจากลูกสาวหลานสาวชาวผู้ดีมีตระกูล ซึ่งบิดามารดานำมาถวายตัวตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อการศึกษาอบรมสมบัติต่างๆ
ที่จริงแล้วชาวแขวงเมืองวิเศษไชยชาญก็ได้เป็นนางในตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว เพราะในสมัยพระเจ้าบรมโกศ พระมเหสีทั้ง สองของพระองค์ คือกรมหลวงอภัยนุชิต และกรมหลวงพิพิธมนตรี ทรงประทับที่ตำหนักคำหยาดมาก่อน เมื่อพระเจ้าบรมโกศ เสด็จขึ้นครองราชย์ ก็ทรงย้ายไปประทับในพระราชวังกรุงศรีอยุธยา มีพนักงานนางในติดตามไปรับใช้จำนวนมาก
จนลุล่วงถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ก็ยังคงมีสตรีชาววิเศษไชยชาญเป็นพนักงานราชสำนักฝ่ายในอยู่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระองค์ทรงโปรดการสร้างวัดและการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงพระประชวรในเดือน 3 ปีจอ พุทธศักราช 2393 ทรงมีพระราชดำรัสว่า “เงินในท้องพระคลังที่เหลืออยู่จากการแผ่นดินมีถึง 4 หมื่นชั่ง ขอสักหมื่นหนึ่งเถิด ให้เป็นผู้เป็นเจ้าแผ่นดินต่อไปทำนุบำรุงวัดที่ชำรุด และวัดที่ยังสร้างค้างอยู่นั้นให้สำเร็จ
แล้วโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเบิกเงินจากท้องพระคลังทำบุญถวาย ถวายปัจจัยแก่พระราชาคณะ พระสงฆ์เปรียญ สามเณรเปรียญ พระครูฐานาอันดับ รวม 7,359 รูป สิ้นพระราชทรัพย์ 1,893 ชั่ง 15 ตำลึง
ต่อมาอีกเดือนเศษ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคต พนักงานนางในที่มีนิวาสสถานอยู่วิเศษไชยชาญก็ประสงค์จะสร้างกุศลตามพระราชดำริจึงรวบรวมทุนทรัพย์ปัจจัยมาสร้างวัดแห่งหนึ่งในหย่อมย่านบ้านเดิมของตน เพื่อเป็นการอุทิศกุศลถวายพระราชกุศล เรียกชื่อกันว่า “วัดนางใน” ตั้งแต่นั้นมา การสร้างวัดขึ้นมาใหม่ทำให้ชาววิเศษไชยชาญที่อพยพย้ายถิ่นฐานตั้งแต่ครั้งเสียกรุงได้ย้ายกลับมาอยู่ยังภูมิลำเนาเดิม เมื่อเข้ามาอยู่มากขึ้นก็ช่วยกันทำนุบำรุงวัดให้เจริญยิ่งขึ้นตามลำดับ
ในขณะนั้น วิเศษไชยชาญยังเป็นอำเภอไผ่จำศีล จนกระทั่ง พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองอ่างทอง ได้พระราชทานเปลี่ยนชื่อ อำเภอไผ่จำศีล ให้เป็นอำเภอวิเศษไชยชาญ ตามชื่อเมืองเดิม ชาวชุมชนวัดนางในพร้อมใจกันสร้างอุโบสถใหม่ขึ้น กว้าง 6 เมตรยาว 16 เมตรต่อมาก่อได้สร้างถาวรวัตถุต่างๆให้สมบูรณ์
วัดนางในธัมมิการามได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. 2453...
Read moreวัดนางในธัมมิการามเป็นวัดประจำตำบลศาลเจ้าโรงทอง สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2393 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี 2453 โดยพนักงานนางในชาววิเศษไชยชาญได้รวบรวมทุนทรัพย์สร้างวัด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกว่า "วัดนางใน" โดยนางใน เป็นสตรีที่รับผิดชอบงานต่างๆ อยู่ในราชสำนักฝ่ายใน อันเป็นที่ประทับและที่อยู่ ของพระมเหสี พระสนม เจ้าจอม เจ้าจอมมารดา พระราชธิดา ข้าบาทบริจาริกาและข้าราชการสำนักฝ่ายใน ชาววิเศษไชยชาญ เป็นนางในกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สืบมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อมีการสร้างวัดขึ้น ชาววิเศษไชยชาญที่อพยพย้ายถิ่นไป ได้ย้ายกลับไปยังภูมิลำเนาเดิมและช่วยกันทำนุบำรุงวัดให้เจริญยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสมัยหลวงพ่อนุ่ม ธัมมาราโมเป็นเจ้าอาวาส จุดเด่นอยู่ที่หอบูรพาจารย์ ซึ่งเป็นสถานที่อันเป็นที่รวมแห่งความเป็นสิริมงคลทั้งของที่วัดนางในและวัดต่างๆ ในจังหวัดอ่างทอง หอบูรพาจารย์นี้ ดั้งเดิมเป็นกุฏิหลังเก่าทรงปั้นหยา ซึ่งหลวงพ่อนุ่ม และหลวงพ่อชม อดีตเจ้าอาวาสองค์สำคัญของวัดนางในท่านใช้จำพรรษามาหลายสิบปี เมื่อกาลเวลาผ่านไป สิ่งของต่างๆ ก็ทรุดโทรม จนกุฏิหลังเก่าที่ครูบาอาจารย์ท่านเคยจำพรรษาไม่สามารถจะบูรณะซ่อมแซมได้ ทางท่านเจ้าอาวาส คือ พระมหาวีระ วีรญาโณ จึงได้คิดสร้างหอบูรพาจารย์ขึ้น เพื่อเชิดชูบารมีหลวงพ่อนุ่ม ธัมมาราโม...
Read moreสถานที่ตั้งหอบูรพาจารย์นี้ดั้งเดิมนั้นเป็นกุฏิหลังเก่าทรงปั้นหยา ซึ่งหลวงพ่อนุ่มและหลวงพ่อชมอดีตเจ้าอาวาสใช้จำพรรษามานาน สิ่งของต่าง ๆ ก็ทรุดโทรมจนไม่สามารถบูรณะซ่อมแซมให้เป็นดังเดิมได้อีก เจ้าอาวาสวัดนางในองค์ปัจจุบันคือพระมหาวีระ วีรญาโณและคณะญาติโยมจึงสร้างหอบูรพาจารย์นี้ขึ้น เพื่อเชิดชูบารมีครูบาอาจารย์ผู้ทรงพระคุณ อันมีหลวงพ่อนุ่ม ธัมมาราโม และหลวงพ่อชม ธัมมธีโร เป็นที่สุด หอบูรพาจารย์หลังนี้เป็นทรงปั้นหยาตามสถาปัตยกรรมของกุฏิหลังเดิมที่รื้อถอนออกไป ในหอแห่งนี้นอกจากมีพระพุทธรูปแล้วยังมีรูปหล่อหลวงพ่อนุ่มและรูปหล่อหลวงพ่อชม ทั้ง ๒...
Read more