HTML SitemapExplore

Wat Khao Sarika — Local services in Lop Buri Province

Name
Wat Khao Sarika
Description
Nearby attractions
Nearby restaurants
Nearby local services
Nearby hotels
Related posts
Keywords
Wat Khao Sarika tourism.Wat Khao Sarika hotels.Wat Khao Sarika bed and breakfast. flights to Wat Khao Sarika.Wat Khao Sarika attractions.Wat Khao Sarika restaurants.Wat Khao Sarika local services.Wat Khao Sarika travel.Wat Khao Sarika travel guide.Wat Khao Sarika travel blog.Wat Khao Sarika pictures.Wat Khao Sarika photos.Wat Khao Sarika travel tips.Wat Khao Sarika maps.Wat Khao Sarika things to do.
Wat Khao Sarika things to do, attractions, restaurants, events info and trip planning
Wat Khao Sarika
ThailandLop Buri ProvinceWat Khao Sarika

Basic Info

Wat Khao Sarika

XHX2+6R, Sanam Chaeng, Ban Mi District, Lopburi 15110, Thailand
4.6(88)
Save
spot

Ratings & Description

Info

Cultural
Scenic
Family friendly
attractions: , restaurants: , local businesses:
logoLearn more insights from Wanderboat AI.
Website
facebook.com

Plan your stay

hotel
Pet-friendly Hotels in Lop Buri Province
Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.
hotel
Affordable Hotels in Lop Buri Province
Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.
hotel
The Coolest Hotels You Haven't Heard Of (Yet)
Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.
hotel
Trending Stays Worth the Hype in Lop Buri Province
Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.

Reviews

Get the Appoverlay
Get the AppOne tap to find yournext favorite spots!
Wanderboat LogoWanderboat

Your everyday Al companion for getaway ideas

CompanyAbout Us
InformationAI Trip PlannerSitemap
SocialXInstagramTiktokLinkedin
LegalTerms of ServicePrivacy Policy

Get the app

© 2025 Wanderboat. All rights reserved.

Reviews of Wat Khao Sarika

4.6
(88)
avatar
5.0
3y

กราบสักการะหลวงพ่อโอภาสี กราบสักการะสมเด็จพระบรมครูหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ทำบุญบำรุงวัด ทำบุญชำระหนี้สงฆ์ ทำบุญค่าน้ำค่าไฟถวายวัด สาธุสาธุสาธุ วัดเขาสาริกา อยู่ที่หมู่ ๖ ตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี หลวงพ่อกบเป็นใครมาจากไหน ไม่มีใครทราบแน่ชัด รู้จากคนใกล้ชิด คนแก่ในหมู่บ้าน ท่านบอกได้เพียงว่าเป็นพระธุดงค์ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว เชื้อสายจีน มาจากทางแม่น้ำน้อย ประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๓๐ ได้มาจำวัดอยู่ที่วัดเขาสาริกา หมู่ ๖ ตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นวัดเก่าๆ อยู่ในหมู่บ้านเขาสาริกา หมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากอำเภอบ้านหมี่ประมาณ ๘ กิโลเมตร ในสมัยนั้นไม่มีรถ ต้องเดินทางด้วยเท้า เมื่อมาพักที่วัดนี้แล้วก็ไม่พูดกับใคร ได้แต่บำเพ็ญเพียรภาวนา เจริญสมถวิปัสสนา ไม่สนใจจะทำความรู้จักกับใครแม้แต่กับพระภิกษุภายในวัด ท่านปฏิบัติเช่นนี้ประมาณ ๑๐ ปี เริ่มมีคนพูดถึงกิติสัพท์ของท่านมากขึ้น โดยมีชาวบ้านต่างถิ่นเริ่มเดินทางมาหาท่าน มากราบนมัสการ เอาภัตตาหารมาถวายท่านถึงวัด บางคนมาถามหาบอกว่าเคยใส่บาตร เคยสนทนาพูดคุยด้วย ทำให้ชาวบ้านเขาสาริการู้สึกแปลกใจ เพราะว่าท่านไม่เคยออกไปไหนเลย ทำไมคนต่างถิ่นรู้จักท่านได้อย่างไร ยิ่งนานวันยิ่งมีผู้คนมามากขึ้น ท่านเองก็ยังไม่ยอมพูดคุยกับใครยังคงปฏิบัติเช่นเดิม ฉันภัตตาหารเพียงเล็กน้อย ใครนำเงินมาถวายท่านก็เผาเสีย ไม่สนใจใยดีกับแก้วแหวนเงินทองแต่อย่างใด ซึ่งหมายถึงเป็นการเผากิเลส ประมาณปี พุทธศักราช ๒๔๕๐ วัดเขาสาริกาเริ่มทรุดโทรม พระย้ายไปจำวัดที่อื่นหมด เหลือเพียงหลวงพ่อกบองค์เดียว ทางการจึงได้ยุบวัดเขาสาริกา และให้หลวงพ่อกบลาสิกขาบท หลวงพ่อกบท่านจึงนุ่งขาว ห่มขาวเป็นชีปะขาว แต่ยังคงปฏิบัติตามแบบอย่างพระทุกประการ และเริ่มมีการพูดคุยกับผู้มากราบนมัสการบ้างเล็กน้อย แต่การพูดคุยกลับเป็นว่าท่านรู้ความคิด ผู้ที่คุยด้วยว่าต้องการอะไร มีชายคนหนึ่งที่ท่านบอกให้เดินทางไปทำมาหากินทางเหนือ ปรากฎว่าภายหลังชายคนนั้นได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตมาทุกวันนี้ และทุกวันชายคนนี้ยังคงกราบไหว้ นับถือหลวงพ่อกบมาเท่าทุกวันนี้ มีอยู่วันหนึ่งขณะที่ท่านบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ได้เกิดฝนตก ฟ้าร้องอย่างหนัก บรรดาลูกศิษย์เตรียมตัวหนีออกจากกุฏิ เพราะเกรงว่าจะพัง ท่านบอกว่าไม่ต้องไปเดี๋ยวก็หยุด พักเดียวฝนก็หยุด และมีเสียงกบร้องลั่นทุ่ง หลวงพ่อรู้เท่าทันความคิดของศิษย์จึงบอกให้ไปจับกบมาแกงกิน ลูกศิษย์ดีใจจึงไปไล่จับกบ แต่กลับไม่ได้เลยสักตัวเดียว หลวงพ่อจึงไปจับให้เอง เดี๋ยวเดียวได้กบมาเต็มตะค่อง ส่งให้ลูกศิษย์ แล้วสั่งว่า...ถ้ากินไม่หมดให้ปล่อยไป ลูกศิษย์ไม่เชื่อแอบเอาใส่ไหซ่อนไว้ พอรุ่งเช้ากลับกลายว่ากบที่เก็บขังใว้กลายเป็นใบไม้ สร้างความงุนงงให้กับบรรดาลูกศิษย์เป็นอย่างมาก จึงเป็นที่มาของชื่อหลวงพ่อกบ หลวงพ่อกบท่านได้สอนเป็นปริศนาธรรมไว้หลายอย่าง เช่น ชั่งเขา ชั่งมัน การเขียนเลข ๑ หรือกากบาทตามภาชนะเครื่องใช้ ท่านยังบูชาไฟ ลูกศิษย์จึงได้นำน้ำมันและตะเกียงมาถวายมากมาย สิ่งของที่ท่านได้มาก็จะทำการเผาทิ้งหมด เพราะว่าสิ่งของทั้งหมดเป็นกิเลส กุฏิที่ท่านพักอาศัยก็ทำด้วยไม้ไผ่สับฟาก โดยบอกว่ามีหูมีตา ท่านจะมองเห็นข้างนอกได้ดี และนำหินมากองใต้กุฏิและบอกว่าท่านได้อยู่บนเขาแล้ว เวลาฉันภัตตาหารก็จะเทเศษอาหารที่เหลือให้กับนกหนูที่อยู่ในกองหินนั้นเป็นประจำ ซึ่งแสดงว่าท่านได้ละซึ่งกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ไม่สนใจใยดีกับสิ่งนอกกาย สร้างบารมีโดยการให้ทาน และมีครั้งหนึ่งที่ท่านได้นอนตากแดดเจ็ดวันเจ็ดคืน โดยไม่เป็นอะไรเลย ผู้คนเชื่อว่าท่านสามารถแยกร่างได้ เมื่อถึงพุทธศักราช ๒๔๙๗ ท่านได้ละสังขารที่กุฏิวัดเขาสาริกานั่นเอง "เป็นที่น่าแปลกใจที่หลวงพ่อโอภาสี จากสำนักพุทธญาณโอภาสี บางมด มีญาณหยั่งรู้ถึงกันว่าหลวงพ่อกบละสังขารแล้ว และท่านได้มาจัดการฌาปนกิจศพให้กับหลวงพ่อกบด้วยตัวท่านเอง เชื่อกันว่าทั้งสองท่านได้ติดต่อกันทางจิต กลุ่มศิษย์หลวงพ่อกบจึงได้ตั้งเป็นสมาคมศิษย์หลวงพ่อกบวัดเขาสาริกา มีกิจกรรมทางศาสนาสืบต่อกันมาจวบเท่าทุกวันนี้...

   Read more
avatar
5.0
1y

มากราบรูปหล่อและติดทองหลวงพ่อกบ ผมว่าหลายคนเชื่อว่าหลวงพ่อเป็นพระอภิญญา ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ไปมาวันที่ 3/11/67 ส่วนประวัติท่านก็ตามนี้ครับ

หลวงพ่อกบเป็นใครมาจากไหน ไม่มีใครทราบแน่ชัด รู้จากคนใกล้ชิด คนแก่ในหมู่บ้าน ท่านบอกได้เพียงว่าเป็นพระธุดงค์ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว เชื้อสายจีน มาจากทางแม่น้ำน้อย ประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๓๐ ได้มาจำวัดอยู่ที่วัดเขาสาริกา หมู่ ๖ ตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นวัดเก่าๆ อยู่ในหมู่บ้านเขาสาริกา หมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากอำเภอบ้านหมี่ประมาณ ๘ กิโลเมตร ในสมัยนั้นไม่มีรถ ต้องเดินทางด้วยเท้า เมื่อมาพักที่วัดนี้แล้วก็ไม่พูดกับใคร ได้แต่บำเพ็ญเพียรภาวนา เจริญสมถวิปัสสนา ไม่สนใจจะทำความรู้จักกับใครแม้แต่กับพระภิกษุภายในวัด ท่านปฏิบัติเช่นนี้ประมาณ ๑๐ ปี เริ่มมีคนพูดถึงกิติสัพท์ของท่านมากขึ้น โดยมีชาวบ้านต่างถิ่นเริ่มเดินทางมาหาท่าน มานมัสการ เอาภัตตาหารมาถวายท่านถึงวัด บางคนมาถามหาบอกว่าเคยใส่บาตร เคยสนทนาพูดคุยด้วย ทำให้ชาวบ้านเขาสาริการู้สึกแปลกใจ เพราะว่าท่านไม่เคยออกไปไหนเลย ทำไมคนต่างถิ่นรู้จักท่านได้อย่างไร ยิ่งนานวันยิ่งมีผู้คนมามากขึ้น ท่านเองก็ยังไม่ยอมพูดคุยกับใครยังคงปฏิบัติเช่นเดิม ฉันภัตตาหารเพียงเล็กน้อย ใครนำเงินมาถวายท่านก็เผาเสีย ไม่สนใจใยดีกับแก้วแหวนเงินทองแต่อย่างใด ซึ่งหมายถึงเป็นการเผากิเลส ประมาณปี พุทธศักราช ๒๔๕๐ วัดเขาสาริกาเริ่มทรุดโทรม พระย้ายไปจำวัดที่อื่นหมด เหลือเพียงหลวงพ่อกบองค์เดียว ทางการจึงได้ยุบวัดเขาสาริกา และให้หลวงพ่อกบลาสิกขาบท ท่านจึงนุ่งขาว ห่มขาวเป็นชีปะขาว แต่ยังคงปฏิบัติตามแบบอย่างพระทุกประการ เริ่มมีการพูดคุยกับผู้มานมัสการบ้างเล็กน้อย แต่การพูดคุยกลับเป็นว่าท่านรู้ความคิด ผู้ที่คุยด้วยว่าต้องการอะไร มีชายคนหนึ่งที่ท่านบอกให้เดินทางไปทำมาหากินทางเหนือ ปรากฎว่าภายหลังชายคนนั้นได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตมาทุกวันนี้ และทุกวันชายคนนี้ยังคงกราบไหว้ นับถือหลวงพ่อกบมาเท่าทุกวันนี้ มีอยู่วันหนึ่งขณะที่ท่านบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ได้เกิดฝนตก ฟ้าร้องอย่างหนัก บรรดาลูกศิษย์เตรียมตัวหนีออกจากกุฏิ เพราะเกรงว่าจะพัง ท่านบอกว่าไม่ต้องไปเดี่ยวก็หยุด พักเดียวฝนก็หยุด และมีเสียงกบร้องลั่นทุ่ง หลวงพ่อรู้เท่าทันความคิดของศิษย์จึงบอกให้ไปจับกบมาแกงกิน ลูกศิษย์ดีใจจึงไปไล่จับกบ แต่กลับไม่ได้เลยสักตัวเดียว หลวงพ่อจึงไปจับให้เอง เดี๋ยวเดียวได้กบมาเต็มตะค่อง ส่งให้ลูกศิษย์ แล้วสั่งว่า...ถ้ากินไม่หมดให้ปล่อยไป ลูกศิษย์ไม่เชื่อแอบเอาใส่ไหซ่อนไว้ พอรุ่งเช้ากลับกลายเป็นใบไม้ สร้างความงุนงงให้กับบรรดาลูกศิษย์เป็นอย่างมาก จึงเป็นที่มาของชื่อหลวงพ่อกบ ท่านได้สอนเป็นปริศนาธรรมไว้หลายอย่าง เช่น ชั่งเขา ชั่งมัน การเขียนเลข ๑ หรือกากบาทตามภาชนะเครื่องใช้ ท่านยังบูชาไฟ ลูกศิษย์จึงได้นำน้ำมันและตะเกียงมาถวายมากมาย สิ่งของที่ท่านได้มาก็จะทำการเผาทิ้งหมด เพราะว่าสิ่งของทั้งหมดเป็นกิเลส กุฏิที่ท่านพักอาศัยก็ทำด้วยไม้ไผ่สับฟาก โดยบอกว่ามีหูมีตา ท่านจะมองเห็นข้างนอกได้ดี และนำหินมากองใต้กุฏิและบอกว่าท่านได้อยู่บนเขาแล้ว เวลาฉันภัตตาหารก็จะเทเศษอาหารที่เหลือให้กับนกหนูที่อยู่ในกองหินนั้นเป็นประจำ ซึ่งแสดงว่าท่านได้ละซึ่งกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ไม่สนใจใยดีกับสิ่งนอกกาย สร้างบารมีโดยการให้ทาน และมีครั้งหนึ่งที่ท่านได้นอนตากแดดเจ็ดวันเจ็ดคืน เมื่อถึงพุทธศักราช ๒๔๙๗ ท่านได้ละสังขารที่กุฏิวัดเขาสาริกานั่นเอง "เป็นที่น่าแปลกใจที่หลวงพ่อโอภาสี จากสำนักพุทธญาณโอภาสี บางมด มีญาณหยั่งรู้ถึงกันว่าหลวงพ่อกบละสังขารแล้ว และท่านได้มาจัดการฌาปนกิจศพให้กับหลวงพ่อกบด้วย...

   Read more
avatar
5.0
5y

ได้มากราบหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา วัดที่ครูอาจารย์ได้แนะนำให้มากราบไหว้ ท่านเป็นผู้ทรงอภิญญา เข้ามาที่นี่ รู้สึกสงบ ร่มเย็น และขนลุกด้วยความศรัทรา ผมขึ้นไปกราบท่านที่ศาลาและกุฏิหลังเก่า ได้ศึกษาและดูภาพเก่าๆ และวัตถุมงคลสมัยนั้นและปัจจุบัน ล้ำค่าหาดูที่ไหนไม่ได้ครับ กราบท่านเพื่อเป็นศิริมงคลและขอพร กลับมาทำงานต่อไป สู้ต่อครับ

เรื่องเล่าโดยย่อ ...ที่มาถึงชื่อท่าน หลวงพ่อสมบูรณ์(กบ) วัดเขาสาริกา เมื่อท่านเข้ามาในวัด สิ่งแรกที่ท่านเห็นคือรูปปั้นเหมือนหลวงพ่อกบ ท่านนั่งบนเรือในลักษณะที่ท่านนั่งยองและจุดเทียน ซึ่งเป็นท่านั่งเพ่งกษิณไฟ ประจำตัวท่าน

ที่มาแห่งชื่อ หลวงพ่อกบ โดยสรุป ตามตำนานเล่าว่า มีอยู่วันหนึ่ง มีพายุเข้าและฝนได้ตกอย่างหนัก ลูกศิษย์ได้เกรงว่ากุฏิหลวงพ่อจะพังจึงได้นิมนต์ให้ท่านไปหลบที่อื่น หลวงพ่อกบได้บอกกับลูกศิษย์ว่า ไม่ต่องไปไหนอยู่กันที่นี่ กุฏิไม่พังหรอก

ครั้นฝนหยุดและพบค่ำ ก็ได้ยินเสียงกบร้อง กังวานบริเวณโดยรอบ ลูกศิษย์ที่หลบฝนยังไม่ได้กินข้าว จึงชวนกันไปจับกบมาทำอาหารกิน ซึ่งฟังจากเสียงร้องน่าจะมีอยู่เยอะมาก หลวงพ่อกบอนุญาตให้ลูกศิษย์ได้ลงไปจับกบ กันมาประกอบอาหารเย็น

ครั้นลูกศิษย์ได้เดินลงไปหา ก็ไม่พบกบสักตัว ได้ยินแต่เสียง ไม่เห็นตัว สุดท้ายจับไม่ได้เลย ผ่านไปหลายชั่วโมง ลูกศิษย์กราบเรียนหลวงพ่อดังนั้น หลวงพ่อจึงบอกว่าเดี๋ยวเราลงไปจับให้ ซึ่งเป็นที่น่าฉงนว่าภายในเวลาแป๊บเดียว ท่านจับกบได้มาเต็มข้อง และให้ลูกศิษย์ได้นำไปทำอาหารทานกันอย่างเต็มอิ่ม แต่ก็ยังเหลือกบอยู่หลายตัว

ครั้นรุ่งขึ้น ลูกศิษย์ ได้คิดจะทำอาหารเช้า จากกบที่ทานเหลืออยู่จากเมื่อคืน จึงได้เปิดดูในข้อง และพบว่า มีแต่ใบไม้ที่อยู่ในข้องทั้งหมด ไม่มีกบสักตัว นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อท่าน จากที่เล่าสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน...

   Read more
Page 1 of 7
Previous
Next

Posts

Bootsayamas RungrasriBootsayamas Rungrasri
กราบสักการะหลวงพ่อโอภาสี กราบสักการะสมเด็จพระบรมครูหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ทำบุญบำรุงวัด ทำบุญชำระหนี้สงฆ์ ทำบุญค่าน้ำค่าไฟถวายวัด สาธุสาธุสาธุ วัดเขาสาริกา อยู่ที่หมู่ ๖ ตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี หลวงพ่อกบเป็นใครมาจากไหน ไม่มีใครทราบแน่ชัด รู้จากคนใกล้ชิด คนแก่ในหมู่บ้าน ท่านบอกได้เพียงว่าเป็นพระธุดงค์ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว เชื้อสายจีน มาจากทางแม่น้ำน้อย ประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๓๐ ได้มาจำวัดอยู่ที่วัดเขาสาริกา หมู่ ๖ ตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นวัดเก่าๆ อยู่ในหมู่บ้านเขาสาริกา หมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากอำเภอบ้านหมี่ประมาณ ๘ กิโลเมตร ในสมัยนั้นไม่มีรถ ต้องเดินทางด้วยเท้า เมื่อมาพักที่วัดนี้แล้วก็ไม่พูดกับใคร ได้แต่บำเพ็ญเพียรภาวนา เจริญสมถวิปัสสนา ไม่สนใจจะทำความรู้จักกับใครแม้แต่กับพระภิกษุภายในวัด ท่านปฏิบัติเช่นนี้ประมาณ ๑๐ ปี เริ่มมีคนพูดถึงกิติสัพท์ของท่านมากขึ้น โดยมีชาวบ้านต่างถิ่นเริ่มเดินทางมาหาท่าน มากราบนมัสการ เอาภัตตาหารมาถวายท่านถึงวัด บางคนมาถามหาบอกว่าเคยใส่บาตร เคยสนทนาพูดคุยด้วย ทำให้ชาวบ้านเขาสาริการู้สึกแปลกใจ เพราะว่าท่านไม่เคยออกไปไหนเลย ทำไมคนต่างถิ่นรู้จักท่านได้อย่างไร ยิ่งนานวันยิ่งมีผู้คนมามากขึ้น ท่านเองก็ยังไม่ยอมพูดคุยกับใครยังคงปฏิบัติเช่นเดิม ฉันภัตตาหารเพียงเล็กน้อย ใครนำเงินมาถวายท่านก็เผาเสีย ไม่สนใจใยดีกับแก้วแหวนเงินทองแต่อย่างใด ซึ่งหมายถึงเป็นการเผากิเลส ประมาณปี พุทธศักราช ๒๔๕๐ วัดเขาสาริกาเริ่มทรุดโทรม พระย้ายไปจำวัดที่อื่นหมด เหลือเพียงหลวงพ่อกบองค์เดียว ทางการจึงได้ยุบวัดเขาสาริกา และให้หลวงพ่อกบลาสิกขาบท หลวงพ่อกบท่านจึงนุ่งขาว ห่มขาวเป็นชีปะขาว แต่ยังคงปฏิบัติตามแบบอย่างพระทุกประการ และเริ่มมีการพูดคุยกับผู้มากราบนมัสการบ้างเล็กน้อย แต่การพูดคุยกลับเป็นว่าท่านรู้ความคิด ผู้ที่คุยด้วยว่าต้องการอะไร มีชายคนหนึ่งที่ท่านบอกให้เดินทางไปทำมาหากินทางเหนือ ปรากฎว่าภายหลังชายคนนั้นได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตมาทุกวันนี้ และทุกวันชายคนนี้ยังคงกราบไหว้ นับถือหลวงพ่อกบมาเท่าทุกวันนี้ มีอยู่วันหนึ่งขณะที่ท่านบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ได้เกิดฝนตก ฟ้าร้องอย่างหนัก บรรดาลูกศิษย์เตรียมตัวหนีออกจากกุฏิ เพราะเกรงว่าจะพัง ท่านบอกว่าไม่ต้องไปเดี๋ยวก็หยุด พักเดียวฝนก็หยุด และมีเสียงกบร้องลั่นทุ่ง หลวงพ่อรู้เท่าทันความคิดของศิษย์จึงบอกให้ไปจับกบมาแกงกิน ลูกศิษย์ดีใจจึงไปไล่จับกบ แต่กลับไม่ได้เลยสักตัวเดียว หลวงพ่อจึงไปจับให้เอง เดี๋ยวเดียวได้กบมาเต็มตะค่อง ส่งให้ลูกศิษย์ แล้วสั่งว่า...ถ้ากินไม่หมดให้ปล่อยไป ลูกศิษย์ไม่เชื่อแอบเอาใส่ไหซ่อนไว้ พอรุ่งเช้ากลับกลายว่ากบที่เก็บขังใว้กลายเป็นใบไม้ สร้างความงุนงงให้กับบรรดาลูกศิษย์เป็นอย่างมาก จึงเป็นที่มาของชื่อหลวงพ่อกบ หลวงพ่อกบท่านได้สอนเป็นปริศนาธรรมไว้หลายอย่าง เช่น ชั่งเขา ชั่งมัน การเขียนเลข ๑ หรือกากบาทตามภาชนะเครื่องใช้ ท่านยังบูชาไฟ ลูกศิษย์จึงได้นำน้ำมันและตะเกียงมาถวายมากมาย สิ่งของที่ท่านได้มาก็จะทำการเผาทิ้งหมด เพราะว่าสิ่งของทั้งหมดเป็นกิเลส กุฏิที่ท่านพักอาศัยก็ทำด้วยไม้ไผ่สับฟาก โดยบอกว่ามีหูมีตา ท่านจะมองเห็นข้างนอกได้ดี และนำหินมากองใต้กุฏิและบอกว่าท่านได้อยู่บนเขาแล้ว เวลาฉันภัตตาหารก็จะเทเศษอาหารที่เหลือให้กับนกหนูที่อยู่ในกองหินนั้นเป็นประจำ ซึ่งแสดงว่าท่านได้ละซึ่งกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ไม่สนใจใยดีกับสิ่งนอกกาย สร้างบารมีโดยการให้ทาน และมีครั้งหนึ่งที่ท่านได้นอนตากแดดเจ็ดวันเจ็ดคืน โดยไม่เป็นอะไรเลย ผู้คนเชื่อว่าท่านสามารถแยกร่างได้ เมื่อถึงพุทธศักราช ๒๔๙๗ ท่านได้ละสังขารที่กุฏิวัดเขาสาริกานั่นเอง "เป็นที่น่าแปลกใจที่หลวงพ่อโอภาสี จากสำนักพุทธญาณโอภาสี บางมด มีญาณหยั่งรู้ถึงกันว่าหลวงพ่อกบละสังขารแล้ว และท่านได้มาจัดการฌาปนกิจศพให้กับหลวงพ่อกบด้วยตัวท่านเอง เชื่อกันว่าทั้งสองท่านได้ติดต่อกันทางจิต กลุ่มศิษย์หลวงพ่อกบจึงได้ตั้งเป็นสมาคมศิษย์หลวงพ่อกบวัดเขาสาริกา มีกิจกรรมทางศาสนาสืบต่อกันมาจวบเท่าทุกวันนี้ "น้อมกราบสักการะ"
Suphakorn PanyangamSuphakorn Panyangam
มากราบรูปหล่อและติดทองหลวงพ่อกบ ผมว่าหลายคนเชื่อว่าหลวงพ่อเป็นพระอภิญญา ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ไปมาวันที่ 3/11/67 ส่วนประวัติท่านก็ตามนี้ครับ หลวงพ่อกบเป็นใครมาจากไหน ไม่มีใครทราบแน่ชัด รู้จากคนใกล้ชิด คนแก่ในหมู่บ้าน ท่านบอกได้เพียงว่าเป็นพระธุดงค์ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว เชื้อสายจีน มาจากทางแม่น้ำน้อย ประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๓๐ ได้มาจำวัดอยู่ที่วัดเขาสาริกา หมู่ ๖ ตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นวัดเก่าๆ อยู่ในหมู่บ้านเขาสาริกา หมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากอำเภอบ้านหมี่ประมาณ ๘ กิโลเมตร ในสมัยนั้นไม่มีรถ ต้องเดินทางด้วยเท้า เมื่อมาพักที่วัดนี้แล้วก็ไม่พูดกับใคร ได้แต่บำเพ็ญเพียรภาวนา เจริญสมถวิปัสสนา ไม่สนใจจะทำความรู้จักกับใครแม้แต่กับพระภิกษุภายในวัด ท่านปฏิบัติเช่นนี้ประมาณ ๑๐ ปี เริ่มมีคนพูดถึงกิติสัพท์ของท่านมากขึ้น โดยมีชาวบ้านต่างถิ่นเริ่มเดินทางมาหาท่าน มานมัสการ เอาภัตตาหารมาถวายท่านถึงวัด บางคนมาถามหาบอกว่าเคยใส่บาตร เคยสนทนาพูดคุยด้วย ทำให้ชาวบ้านเขาสาริการู้สึกแปลกใจ เพราะว่าท่านไม่เคยออกไปไหนเลย ทำไมคนต่างถิ่นรู้จักท่านได้อย่างไร ยิ่งนานวันยิ่งมีผู้คนมามากขึ้น ท่านเองก็ยังไม่ยอมพูดคุยกับใครยังคงปฏิบัติเช่นเดิม ฉันภัตตาหารเพียงเล็กน้อย ใครนำเงินมาถวายท่านก็เผาเสีย ไม่สนใจใยดีกับแก้วแหวนเงินทองแต่อย่างใด ซึ่งหมายถึงเป็นการเผากิเลส ประมาณปี พุทธศักราช ๒๔๕๐ วัดเขาสาริกาเริ่มทรุดโทรม พระย้ายไปจำวัดที่อื่นหมด เหลือเพียงหลวงพ่อกบองค์เดียว ทางการจึงได้ยุบวัดเขาสาริกา และให้หลวงพ่อกบลาสิกขาบท ท่านจึงนุ่งขาว ห่มขาวเป็นชีปะขาว แต่ยังคงปฏิบัติตามแบบอย่างพระทุกประการ เริ่มมีการพูดคุยกับผู้มานมัสการบ้างเล็กน้อย แต่การพูดคุยกลับเป็นว่าท่านรู้ความคิด ผู้ที่คุยด้วยว่าต้องการอะไร มีชายคนหนึ่งที่ท่านบอกให้เดินทางไปทำมาหากินทางเหนือ ปรากฎว่าภายหลังชายคนนั้นได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตมาทุกวันนี้ และทุกวันชายคนนี้ยังคงกราบไหว้ นับถือหลวงพ่อกบมาเท่าทุกวันนี้ มีอยู่วันหนึ่งขณะที่ท่านบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ได้เกิดฝนตก ฟ้าร้องอย่างหนัก บรรดาลูกศิษย์เตรียมตัวหนีออกจากกุฏิ เพราะเกรงว่าจะพัง ท่านบอกว่าไม่ต้องไปเดี่ยวก็หยุด พักเดียวฝนก็หยุด และมีเสียงกบร้องลั่นทุ่ง หลวงพ่อรู้เท่าทันความคิดของศิษย์จึงบอกให้ไปจับกบมาแกงกิน ลูกศิษย์ดีใจจึงไปไล่จับกบ แต่กลับไม่ได้เลยสักตัวเดียว หลวงพ่อจึงไปจับให้เอง เดี๋ยวเดียวได้กบมาเต็มตะค่อง ส่งให้ลูกศิษย์ แล้วสั่งว่า...ถ้ากินไม่หมดให้ปล่อยไป ลูกศิษย์ไม่เชื่อแอบเอาใส่ไหซ่อนไว้ พอรุ่งเช้ากลับกลายเป็นใบไม้ สร้างความงุนงงให้กับบรรดาลูกศิษย์เป็นอย่างมาก จึงเป็นที่มาของชื่อหลวงพ่อกบ ท่านได้สอนเป็นปริศนาธรรมไว้หลายอย่าง เช่น ชั่งเขา ชั่งมัน การเขียนเลข ๑ หรือกากบาทตามภาชนะเครื่องใช้ ท่านยังบูชาไฟ ลูกศิษย์จึงได้นำน้ำมันและตะเกียงมาถวายมากมาย สิ่งของที่ท่านได้มาก็จะทำการเผาทิ้งหมด เพราะว่าสิ่งของทั้งหมดเป็นกิเลส กุฏิที่ท่านพักอาศัยก็ทำด้วยไม้ไผ่สับฟาก โดยบอกว่ามีหูมีตา ท่านจะมองเห็นข้างนอกได้ดี และนำหินมากองใต้กุฏิและบอกว่าท่านได้อยู่บนเขาแล้ว เวลาฉันภัตตาหารก็จะเทเศษอาหารที่เหลือให้กับนกหนูที่อยู่ในกองหินนั้นเป็นประจำ ซึ่งแสดงว่าท่านได้ละซึ่งกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ไม่สนใจใยดีกับสิ่งนอกกาย สร้างบารมีโดยการให้ทาน และมีครั้งหนึ่งที่ท่านได้นอนตากแดดเจ็ดวันเจ็ดคืน เมื่อถึงพุทธศักราช ๒๔๙๗ ท่านได้ละสังขารที่กุฏิวัดเขาสาริกานั่นเอง "เป็นที่น่าแปลกใจที่หลวงพ่อโอภาสี จากสำนักพุทธญาณโอภาสี บางมด มีญาณหยั่งรู้ถึงกันว่าหลวงพ่อกบละสังขารแล้ว และท่านได้มาจัดการฌาปนกิจศพให้กับหลวงพ่อกบด้วย เชื่อกันว่าทั้งสองท่านได้ติดต่อกันทางจิต
Eak PanpachEak Panpach
ได้มากราบหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา วัดที่ครูอาจารย์ได้แนะนำให้มากราบไหว้ ท่านเป็นผู้ทรงอภิญญา เข้ามาที่นี่ รู้สึกสงบ ร่มเย็น และขนลุกด้วยความศรัทรา ผมขึ้นไปกราบท่านที่ศาลาและกุฏิหลังเก่า ได้ศึกษาและดูภาพเก่าๆ และวัตถุมงคลสมัยนั้นและปัจจุบัน ล้ำค่าหาดูที่ไหนไม่ได้ครับ กราบท่านเพื่อเป็นศิริมงคลและขอพร กลับมาทำงานต่อไป สู้ต่อครับ เรื่องเล่าโดยย่อ ...ที่มาถึงชื่อท่าน หลวงพ่อสมบูรณ์(กบ) วัดเขาสาริกา เมื่อท่านเข้ามาในวัด สิ่งแรกที่ท่านเห็นคือรูปปั้นเหมือนหลวงพ่อกบ ท่านนั่งบนเรือในลักษณะที่ท่านนั่งยองและจุดเทียน ซึ่งเป็นท่านั่งเพ่งกษิณไฟ ประจำตัวท่าน ที่มาแห่งชื่อ หลวงพ่อกบ โดยสรุป ตามตำนานเล่าว่า มีอยู่วันหนึ่ง มีพายุเข้าและฝนได้ตกอย่างหนัก ลูกศิษย์ได้เกรงว่ากุฏิหลวงพ่อจะพังจึงได้นิมนต์ให้ท่านไปหลบที่อื่น หลวงพ่อกบได้บอกกับลูกศิษย์ว่า ไม่ต่องไปไหนอยู่กันที่นี่ กุฏิไม่พังหรอก ครั้นฝนหยุดและพบค่ำ ก็ได้ยินเสียงกบร้อง กังวานบริเวณโดยรอบ ลูกศิษย์ที่หลบฝนยังไม่ได้กินข้าว จึงชวนกันไปจับกบมาทำอาหารกิน ซึ่งฟังจากเสียงร้องน่าจะมีอยู่เยอะมาก หลวงพ่อกบอนุญาตให้ลูกศิษย์ได้ลงไปจับกบ กันมาประกอบอาหารเย็น ครั้นลูกศิษย์ได้เดินลงไปหา ก็ไม่พบกบสักตัว ได้ยินแต่เสียง ไม่เห็นตัว สุดท้ายจับไม่ได้เลย ผ่านไปหลายชั่วโมง ลูกศิษย์กราบเรียนหลวงพ่อดังนั้น หลวงพ่อจึงบอกว่าเดี๋ยวเราลงไปจับให้ ซึ่งเป็นที่น่าฉงนว่าภายในเวลาแป๊บเดียว ท่านจับกบได้มาเต็มข้อง และให้ลูกศิษย์ได้นำไปทำอาหารทานกันอย่างเต็มอิ่ม แต่ก็ยังเหลือกบอยู่หลายตัว ครั้นรุ่งขึ้น ลูกศิษย์ ได้คิดจะทำอาหารเช้า จากกบที่ทานเหลืออยู่จากเมื่อคืน จึงได้เปิดดูในข้อง และพบว่า มีแต่ใบไม้ที่อยู่ในข้องทั้งหมด ไม่มีกบสักตัว นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อท่าน จากที่เล่าสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน คือเสกใบไม้ให้เป็นกบ
See more posts
See more posts
hotel
Find your stay

Pet-friendly Hotels in Lop Buri Province

Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.

กราบสักการะหลวงพ่อโอภาสี กราบสักการะสมเด็จพระบรมครูหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ทำบุญบำรุงวัด ทำบุญชำระหนี้สงฆ์ ทำบุญค่าน้ำค่าไฟถวายวัด สาธุสาธุสาธุ วัดเขาสาริกา อยู่ที่หมู่ ๖ ตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี หลวงพ่อกบเป็นใครมาจากไหน ไม่มีใครทราบแน่ชัด รู้จากคนใกล้ชิด คนแก่ในหมู่บ้าน ท่านบอกได้เพียงว่าเป็นพระธุดงค์ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว เชื้อสายจีน มาจากทางแม่น้ำน้อย ประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๓๐ ได้มาจำวัดอยู่ที่วัดเขาสาริกา หมู่ ๖ ตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นวัดเก่าๆ อยู่ในหมู่บ้านเขาสาริกา หมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากอำเภอบ้านหมี่ประมาณ ๘ กิโลเมตร ในสมัยนั้นไม่มีรถ ต้องเดินทางด้วยเท้า เมื่อมาพักที่วัดนี้แล้วก็ไม่พูดกับใคร ได้แต่บำเพ็ญเพียรภาวนา เจริญสมถวิปัสสนา ไม่สนใจจะทำความรู้จักกับใครแม้แต่กับพระภิกษุภายในวัด ท่านปฏิบัติเช่นนี้ประมาณ ๑๐ ปี เริ่มมีคนพูดถึงกิติสัพท์ของท่านมากขึ้น โดยมีชาวบ้านต่างถิ่นเริ่มเดินทางมาหาท่าน มากราบนมัสการ เอาภัตตาหารมาถวายท่านถึงวัด บางคนมาถามหาบอกว่าเคยใส่บาตร เคยสนทนาพูดคุยด้วย ทำให้ชาวบ้านเขาสาริการู้สึกแปลกใจ เพราะว่าท่านไม่เคยออกไปไหนเลย ทำไมคนต่างถิ่นรู้จักท่านได้อย่างไร ยิ่งนานวันยิ่งมีผู้คนมามากขึ้น ท่านเองก็ยังไม่ยอมพูดคุยกับใครยังคงปฏิบัติเช่นเดิม ฉันภัตตาหารเพียงเล็กน้อย ใครนำเงินมาถวายท่านก็เผาเสีย ไม่สนใจใยดีกับแก้วแหวนเงินทองแต่อย่างใด ซึ่งหมายถึงเป็นการเผากิเลส ประมาณปี พุทธศักราช ๒๔๕๐ วัดเขาสาริกาเริ่มทรุดโทรม พระย้ายไปจำวัดที่อื่นหมด เหลือเพียงหลวงพ่อกบองค์เดียว ทางการจึงได้ยุบวัดเขาสาริกา และให้หลวงพ่อกบลาสิกขาบท หลวงพ่อกบท่านจึงนุ่งขาว ห่มขาวเป็นชีปะขาว แต่ยังคงปฏิบัติตามแบบอย่างพระทุกประการ และเริ่มมีการพูดคุยกับผู้มากราบนมัสการบ้างเล็กน้อย แต่การพูดคุยกลับเป็นว่าท่านรู้ความคิด ผู้ที่คุยด้วยว่าต้องการอะไร มีชายคนหนึ่งที่ท่านบอกให้เดินทางไปทำมาหากินทางเหนือ ปรากฎว่าภายหลังชายคนนั้นได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตมาทุกวันนี้ และทุกวันชายคนนี้ยังคงกราบไหว้ นับถือหลวงพ่อกบมาเท่าทุกวันนี้ มีอยู่วันหนึ่งขณะที่ท่านบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ได้เกิดฝนตก ฟ้าร้องอย่างหนัก บรรดาลูกศิษย์เตรียมตัวหนีออกจากกุฏิ เพราะเกรงว่าจะพัง ท่านบอกว่าไม่ต้องไปเดี๋ยวก็หยุด พักเดียวฝนก็หยุด และมีเสียงกบร้องลั่นทุ่ง หลวงพ่อรู้เท่าทันความคิดของศิษย์จึงบอกให้ไปจับกบมาแกงกิน ลูกศิษย์ดีใจจึงไปไล่จับกบ แต่กลับไม่ได้เลยสักตัวเดียว หลวงพ่อจึงไปจับให้เอง เดี๋ยวเดียวได้กบมาเต็มตะค่อง ส่งให้ลูกศิษย์ แล้วสั่งว่า...ถ้ากินไม่หมดให้ปล่อยไป ลูกศิษย์ไม่เชื่อแอบเอาใส่ไหซ่อนไว้ พอรุ่งเช้ากลับกลายว่ากบที่เก็บขังใว้กลายเป็นใบไม้ สร้างความงุนงงให้กับบรรดาลูกศิษย์เป็นอย่างมาก จึงเป็นที่มาของชื่อหลวงพ่อกบ หลวงพ่อกบท่านได้สอนเป็นปริศนาธรรมไว้หลายอย่าง เช่น ชั่งเขา ชั่งมัน การเขียนเลข ๑ หรือกากบาทตามภาชนะเครื่องใช้ ท่านยังบูชาไฟ ลูกศิษย์จึงได้นำน้ำมันและตะเกียงมาถวายมากมาย สิ่งของที่ท่านได้มาก็จะทำการเผาทิ้งหมด เพราะว่าสิ่งของทั้งหมดเป็นกิเลส กุฏิที่ท่านพักอาศัยก็ทำด้วยไม้ไผ่สับฟาก โดยบอกว่ามีหูมีตา ท่านจะมองเห็นข้างนอกได้ดี และนำหินมากองใต้กุฏิและบอกว่าท่านได้อยู่บนเขาแล้ว เวลาฉันภัตตาหารก็จะเทเศษอาหารที่เหลือให้กับนกหนูที่อยู่ในกองหินนั้นเป็นประจำ ซึ่งแสดงว่าท่านได้ละซึ่งกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ไม่สนใจใยดีกับสิ่งนอกกาย สร้างบารมีโดยการให้ทาน และมีครั้งหนึ่งที่ท่านได้นอนตากแดดเจ็ดวันเจ็ดคืน โดยไม่เป็นอะไรเลย ผู้คนเชื่อว่าท่านสามารถแยกร่างได้ เมื่อถึงพุทธศักราช ๒๔๙๗ ท่านได้ละสังขารที่กุฏิวัดเขาสาริกานั่นเอง "เป็นที่น่าแปลกใจที่หลวงพ่อโอภาสี จากสำนักพุทธญาณโอภาสี บางมด มีญาณหยั่งรู้ถึงกันว่าหลวงพ่อกบละสังขารแล้ว และท่านได้มาจัดการฌาปนกิจศพให้กับหลวงพ่อกบด้วยตัวท่านเอง เชื่อกันว่าทั้งสองท่านได้ติดต่อกันทางจิต กลุ่มศิษย์หลวงพ่อกบจึงได้ตั้งเป็นสมาคมศิษย์หลวงพ่อกบวัดเขาสาริกา มีกิจกรรมทางศาสนาสืบต่อกันมาจวบเท่าทุกวันนี้ "น้อมกราบสักการะ"
Bootsayamas Rungrasri

Bootsayamas Rungrasri

hotel
Find your stay

Affordable Hotels in Lop Buri Province

Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.

Get the Appoverlay
Get the AppOne tap to find yournext favorite spots!
มากราบรูปหล่อและติดทองหลวงพ่อกบ ผมว่าหลายคนเชื่อว่าหลวงพ่อเป็นพระอภิญญา ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ไปมาวันที่ 3/11/67 ส่วนประวัติท่านก็ตามนี้ครับ หลวงพ่อกบเป็นใครมาจากไหน ไม่มีใครทราบแน่ชัด รู้จากคนใกล้ชิด คนแก่ในหมู่บ้าน ท่านบอกได้เพียงว่าเป็นพระธุดงค์ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว เชื้อสายจีน มาจากทางแม่น้ำน้อย ประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๓๐ ได้มาจำวัดอยู่ที่วัดเขาสาริกา หมู่ ๖ ตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นวัดเก่าๆ อยู่ในหมู่บ้านเขาสาริกา หมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากอำเภอบ้านหมี่ประมาณ ๘ กิโลเมตร ในสมัยนั้นไม่มีรถ ต้องเดินทางด้วยเท้า เมื่อมาพักที่วัดนี้แล้วก็ไม่พูดกับใคร ได้แต่บำเพ็ญเพียรภาวนา เจริญสมถวิปัสสนา ไม่สนใจจะทำความรู้จักกับใครแม้แต่กับพระภิกษุภายในวัด ท่านปฏิบัติเช่นนี้ประมาณ ๑๐ ปี เริ่มมีคนพูดถึงกิติสัพท์ของท่านมากขึ้น โดยมีชาวบ้านต่างถิ่นเริ่มเดินทางมาหาท่าน มานมัสการ เอาภัตตาหารมาถวายท่านถึงวัด บางคนมาถามหาบอกว่าเคยใส่บาตร เคยสนทนาพูดคุยด้วย ทำให้ชาวบ้านเขาสาริการู้สึกแปลกใจ เพราะว่าท่านไม่เคยออกไปไหนเลย ทำไมคนต่างถิ่นรู้จักท่านได้อย่างไร ยิ่งนานวันยิ่งมีผู้คนมามากขึ้น ท่านเองก็ยังไม่ยอมพูดคุยกับใครยังคงปฏิบัติเช่นเดิม ฉันภัตตาหารเพียงเล็กน้อย ใครนำเงินมาถวายท่านก็เผาเสีย ไม่สนใจใยดีกับแก้วแหวนเงินทองแต่อย่างใด ซึ่งหมายถึงเป็นการเผากิเลส ประมาณปี พุทธศักราช ๒๔๕๐ วัดเขาสาริกาเริ่มทรุดโทรม พระย้ายไปจำวัดที่อื่นหมด เหลือเพียงหลวงพ่อกบองค์เดียว ทางการจึงได้ยุบวัดเขาสาริกา และให้หลวงพ่อกบลาสิกขาบท ท่านจึงนุ่งขาว ห่มขาวเป็นชีปะขาว แต่ยังคงปฏิบัติตามแบบอย่างพระทุกประการ เริ่มมีการพูดคุยกับผู้มานมัสการบ้างเล็กน้อย แต่การพูดคุยกลับเป็นว่าท่านรู้ความคิด ผู้ที่คุยด้วยว่าต้องการอะไร มีชายคนหนึ่งที่ท่านบอกให้เดินทางไปทำมาหากินทางเหนือ ปรากฎว่าภายหลังชายคนนั้นได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตมาทุกวันนี้ และทุกวันชายคนนี้ยังคงกราบไหว้ นับถือหลวงพ่อกบมาเท่าทุกวันนี้ มีอยู่วันหนึ่งขณะที่ท่านบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ได้เกิดฝนตก ฟ้าร้องอย่างหนัก บรรดาลูกศิษย์เตรียมตัวหนีออกจากกุฏิ เพราะเกรงว่าจะพัง ท่านบอกว่าไม่ต้องไปเดี่ยวก็หยุด พักเดียวฝนก็หยุด และมีเสียงกบร้องลั่นทุ่ง หลวงพ่อรู้เท่าทันความคิดของศิษย์จึงบอกให้ไปจับกบมาแกงกิน ลูกศิษย์ดีใจจึงไปไล่จับกบ แต่กลับไม่ได้เลยสักตัวเดียว หลวงพ่อจึงไปจับให้เอง เดี๋ยวเดียวได้กบมาเต็มตะค่อง ส่งให้ลูกศิษย์ แล้วสั่งว่า...ถ้ากินไม่หมดให้ปล่อยไป ลูกศิษย์ไม่เชื่อแอบเอาใส่ไหซ่อนไว้ พอรุ่งเช้ากลับกลายเป็นใบไม้ สร้างความงุนงงให้กับบรรดาลูกศิษย์เป็นอย่างมาก จึงเป็นที่มาของชื่อหลวงพ่อกบ ท่านได้สอนเป็นปริศนาธรรมไว้หลายอย่าง เช่น ชั่งเขา ชั่งมัน การเขียนเลข ๑ หรือกากบาทตามภาชนะเครื่องใช้ ท่านยังบูชาไฟ ลูกศิษย์จึงได้นำน้ำมันและตะเกียงมาถวายมากมาย สิ่งของที่ท่านได้มาก็จะทำการเผาทิ้งหมด เพราะว่าสิ่งของทั้งหมดเป็นกิเลส กุฏิที่ท่านพักอาศัยก็ทำด้วยไม้ไผ่สับฟาก โดยบอกว่ามีหูมีตา ท่านจะมองเห็นข้างนอกได้ดี และนำหินมากองใต้กุฏิและบอกว่าท่านได้อยู่บนเขาแล้ว เวลาฉันภัตตาหารก็จะเทเศษอาหารที่เหลือให้กับนกหนูที่อยู่ในกองหินนั้นเป็นประจำ ซึ่งแสดงว่าท่านได้ละซึ่งกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ไม่สนใจใยดีกับสิ่งนอกกาย สร้างบารมีโดยการให้ทาน และมีครั้งหนึ่งที่ท่านได้นอนตากแดดเจ็ดวันเจ็ดคืน เมื่อถึงพุทธศักราช ๒๔๙๗ ท่านได้ละสังขารที่กุฏิวัดเขาสาริกานั่นเอง "เป็นที่น่าแปลกใจที่หลวงพ่อโอภาสี จากสำนักพุทธญาณโอภาสี บางมด มีญาณหยั่งรู้ถึงกันว่าหลวงพ่อกบละสังขารแล้ว และท่านได้มาจัดการฌาปนกิจศพให้กับหลวงพ่อกบด้วย เชื่อกันว่าทั้งสองท่านได้ติดต่อกันทางจิต
Suphakorn Panyangam

Suphakorn Panyangam

hotel
Find your stay

The Coolest Hotels You Haven't Heard Of (Yet)

Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.

hotel
Find your stay

Trending Stays Worth the Hype in Lop Buri Province

Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.

ได้มากราบหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา วัดที่ครูอาจารย์ได้แนะนำให้มากราบไหว้ ท่านเป็นผู้ทรงอภิญญา เข้ามาที่นี่ รู้สึกสงบ ร่มเย็น และขนลุกด้วยความศรัทรา ผมขึ้นไปกราบท่านที่ศาลาและกุฏิหลังเก่า ได้ศึกษาและดูภาพเก่าๆ และวัตถุมงคลสมัยนั้นและปัจจุบัน ล้ำค่าหาดูที่ไหนไม่ได้ครับ กราบท่านเพื่อเป็นศิริมงคลและขอพร กลับมาทำงานต่อไป สู้ต่อครับ เรื่องเล่าโดยย่อ ...ที่มาถึงชื่อท่าน หลวงพ่อสมบูรณ์(กบ) วัดเขาสาริกา เมื่อท่านเข้ามาในวัด สิ่งแรกที่ท่านเห็นคือรูปปั้นเหมือนหลวงพ่อกบ ท่านนั่งบนเรือในลักษณะที่ท่านนั่งยองและจุดเทียน ซึ่งเป็นท่านั่งเพ่งกษิณไฟ ประจำตัวท่าน ที่มาแห่งชื่อ หลวงพ่อกบ โดยสรุป ตามตำนานเล่าว่า มีอยู่วันหนึ่ง มีพายุเข้าและฝนได้ตกอย่างหนัก ลูกศิษย์ได้เกรงว่ากุฏิหลวงพ่อจะพังจึงได้นิมนต์ให้ท่านไปหลบที่อื่น หลวงพ่อกบได้บอกกับลูกศิษย์ว่า ไม่ต่องไปไหนอยู่กันที่นี่ กุฏิไม่พังหรอก ครั้นฝนหยุดและพบค่ำ ก็ได้ยินเสียงกบร้อง กังวานบริเวณโดยรอบ ลูกศิษย์ที่หลบฝนยังไม่ได้กินข้าว จึงชวนกันไปจับกบมาทำอาหารกิน ซึ่งฟังจากเสียงร้องน่าจะมีอยู่เยอะมาก หลวงพ่อกบอนุญาตให้ลูกศิษย์ได้ลงไปจับกบ กันมาประกอบอาหารเย็น ครั้นลูกศิษย์ได้เดินลงไปหา ก็ไม่พบกบสักตัว ได้ยินแต่เสียง ไม่เห็นตัว สุดท้ายจับไม่ได้เลย ผ่านไปหลายชั่วโมง ลูกศิษย์กราบเรียนหลวงพ่อดังนั้น หลวงพ่อจึงบอกว่าเดี๋ยวเราลงไปจับให้ ซึ่งเป็นที่น่าฉงนว่าภายในเวลาแป๊บเดียว ท่านจับกบได้มาเต็มข้อง และให้ลูกศิษย์ได้นำไปทำอาหารทานกันอย่างเต็มอิ่ม แต่ก็ยังเหลือกบอยู่หลายตัว ครั้นรุ่งขึ้น ลูกศิษย์ ได้คิดจะทำอาหารเช้า จากกบที่ทานเหลืออยู่จากเมื่อคืน จึงได้เปิดดูในข้อง และพบว่า มีแต่ใบไม้ที่อยู่ในข้องทั้งหมด ไม่มีกบสักตัว นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อท่าน จากที่เล่าสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน คือเสกใบไม้ให้เป็นกบ
Eak Panpach

Eak Panpach

See more posts
See more posts