ประวัติ หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม วัดสะพานสูง
หลวงปูเอี่ยม ปฐมนาม วัดสะพานสูงหลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม ( อ่านว่า ปะถะมะนามะ หรือ ปถมนาม ) เกิดในรัชกาลที่ ๒ เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2359 เป็นบุตรนายนาค นางจันทร์ โดยมีพี่น้องท้องเดียวกัน รวมด้วยกัน 4 คน คือ
หลวงปู่เอี่ยม นายฟัก นายขำ นางอิ่ม
บ้านเกิดของหลวงปู่เอี่ยมอยู่ที่ตำบลบานแหลมใหญ่ ฝั่งใต้ ข้างวัดท้องคุ้ง อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ อายุท่านได้ ๒๒ ปี ได้อุปสมบท ที่วัดบ่อ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด (วัดบ่อนี้อยู่คิดกับตลาดในท่าน้ำปากเกร็ด) ท่านอุปสมบท ได้ประมาณหนึ่งเดือน ท่านก็ได้ย้ายไปประจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตร ธนบุรีซึ่งในขณะนั้นพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งย้ายมาจากวัดราชบูรณะ พระนคร หลวงปู่เอี่ยมท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม และแปลพระธรรมบทอยู่ที่วัดนี้อยู่ได้ถึง ๗ พรรษาท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส
เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๘ อยู่วัดประยูรวงศาวาสได้ ๓ พรรษา ถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๙๑ นายแขก สมุห์บัญชีได้นิมนต์หลวงปู่เอี่ยม ไป จำพรรษาเจริญพระกัมมัฏฐานเป็นเริ่มแรก และได้ศึกษาอยู่ ๕ พรรษา ถึงปี ๒๓๙๖ ญาติโยมพร้อมด้วยชาวบ้านภูมิลำเนาเดิมในคลองแหลมใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือคลองพระอุดม) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้เดินทางมา อาราธนานิมนต์หลวงปู่เอี่ยม กลับไปปกครองวัดสว่างอารมณ์ หรือวัดสะพานสูง ในปัจจุบันนี้
สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์เดิมมาเป็นชื่อวัดสะพานสูงนั้น มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ในสมัยนั้นสมเด็จกรมพระยาวชิญาณวโรรส ท่านได้เสร็จไปตรวจการคณะสงฆ์ได้เสด็จขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์นี้ ได้ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงข้ามคลองวัด (คลองพระอุดมปัจจุบันนี้)
ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกวัดสว่างอารมณ์นี้ว่า วัดสะพานสูง จึงทำให้วัดนี้มีชื่อเรียกกัน ๒ ชื่อ ฉะนั้น สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเห็นว่า สะพานสูงนี้ก็เป็นนิมิตดีประจำวัดประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งชาวบ้านก็นิยมเรียกกันติดปากว่าวัดสะพานสูง จึงได้ประทานเปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์ มาเป็น "วัดสะพานสูง" จนตราบเท่าทุกวันนี้
หลวงปู่เอี่ยม มาวัดสะพานสูงใหม่ๆ ที่วัดนี้มีพระประจำวันพรรษาอยู่เพียง ๒ รูปเท่านั้น
ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ย้ายมาอยู่วัดสะพานสูงได้ ๘ เดือน ก่อนวันเข้าพรรษาหลวงพิบูลย์สมบัติ บ้านท่านอยู่ปากคลองบางลำภู พระนคร ได้เดินทางมานมัสการหลวงปู่เอี่ยม หลวงปู่เอี่ยมได้ปรารภถึงความลำบาก ด้วยเรื่องการทำอุโบสถและสังฆกรรม
เนื่องจากสถานที่เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมมาก จึงอยากจะสร้างให้เป็นถาวรสถานแก่วัดให้เจริญรุ่งเรือง หลวงพิบูลยสมบัติ ท่านจึงได้บอกบุญเรี่ยไรหาเงินมา เพื่อก่อสร้างโบสถ์ และถาวรสถานขึ้น จึงเป็นที่เข้าใจกันว่าหลวงปู่เอี่ยม ได้เริ่มสร้างพระปิดตาและตะกรุดเป็นครั้งแรก
เพื่อเป็นของชำร่วยแก่ผู้บริจาคทรัพย์และสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างพระ อุโบสถและถาวรสถาน ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้สร้างศาลาการเปรียญ หลังจากนั้นอีกหลวงปู่เอี่ยมได้สร้างพระเจดีย์ฐาน ๓ ชั้นขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านได้มาอยู่วัดสะพานสูง ท่านได้ไปธุดงค์ไปทางแถบประเทศเขมร
โดยมีลูกวัดติดตามไปด้วยเสมอ แต่ท่านจะให้ลูกวัดออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ๖-๗ ชั่วโมง แล้วจะนัดกันไปพบที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ไปพบชีปะขาวชาวเขมรท่านหนึ่งชื่อว่าจันทร์หลวงปู่เอี่ยม จึง ได้เรียนวิชาอิทธิเวทย์ จากท่านอาจารย์ผู้นี้อยู่หลายปี จนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่นึกว่าท่านออกธุดงค์ไปได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว เนื่องจากหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้กลับมาที่วัดหลายปี
จึงได้ทำสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้ท่าน ทำให้ท่านหลวงปู่เอี่ยม ทราบในญาณของท่านเอง และท่านหลวงปู่เอี่ยม จึงได้เดินทางกลับมายังวัดสะพานสูง การไปธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่เอี่ยม ได้ไปเป็นเวลานาน และอยู่ในป่าจึงปรากฏว่าท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้ปลงผม ผมจึงยาวถึงบั้นเอว จีวรก็ขาดรุ่งริ่ง หมวดท่านยาวเฟิ้มพร้อมมีสัตว์ป่าติดตามท่านหลวงปู่เอี่ยม มาด้วย อาทิเช่น หมี, เสือ, และงูจงอาง ฯลฯ
จากการเจริญกรรมฐานนี้ จึงทำให้หลวงปู่เอี่ยมสำเร็จ "โสรฬ" มีเรื่องเล่ากันว่ามีต้นตะเคียนต้นหนึ่งมีน้ำมันตกและดุมากเป็นที่เกรงกลัว แก่ชาวบ้านแถบนั้น หลวงปู่จึงช่วยยืนเพ่งอยู่ 3 วันเท่านั้น ต้นตะเคียนก็เฉาและยืนต้นตาย หลวงปู่เป็นผู้มีอาคมฉมัง วาจาสิทธิ์ มักน้อยและสันโดษ ท่านเป็นต้นแบบในการพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านได้สร้างถาวรวัตถุที่ได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้คือพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ พระเจดีย์ จึงเป็นที่มาของการสร้างพระปิดตา และตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลอันลือลั่นนั่นเอง
ท่านหลวงปู่เอี่ยม เป็นพระผู้มีอาคมขลัง มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ มักน้อย ถือสันโดษ ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลวงปู่เอี่ยม ท่าน มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งชาวบ้านและเจ้านายผู้ใหญ่ในพระนครนับถือท่านมากจนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย...
Read moreในอดีตจนถึงปัจจุบันมีการสร้างพระเครื่องมากมายหลายรุ่น เพื่อเป็นการแทนองค์พระพุทธเจ้าในรูปปางต่างๆในพุทธประวัติและท่าทาง หรืออิริยาบถต่อมาได้สร้างรูปเหมือนพระเกจิอาจารย์ที่นับถือและตัวอักขระเลขยันต์ลงบนผ้า ไม้มงคล โลหะ พระเกจิอาจารย์มีปฎิประทาที่ในประเทศไทยมีมากแต่จะนำเสนอพระเกจิอาจารย์ที่มากด้วยจริยาวัตรและเก่งในด้านวิปัสสนากรรมฐาน เกจิอาจารย์จังหวัดนนทบุรี ที่มีชื่อเสียงและคนไทยกราบไหว้มาถึงปัจจุบันนี้ คือ หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม ผู้ที่โด่งดังในเรื่องของตะกรุดและพระปิดตา เจ้าอาวาสวัดสะพานสูง
ประวัติท่านเป็น ชาวปากเกร็ดโดยกำเนิด เกิดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่2 ในปี พ.ศ.2359 หลวงปู่เอี่ยม เป็นพี่คนโตในพี่น้อง 4 คน ท่านมีนิสัยเป็นผู้ใฝ่การเรียนจึงมักจะหาความรู้ตั้งแต่เด็กโดยเฉพาะด้านวิปัสสนากรรมฐาน
ต่อมา พอย่างอายุ 22 ปี จึงเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อปี พ.ศ.2381 ที่วัดบ่อปากเกร็ด จำพรรษาอยู่วัดบางบ่อได้ 1 ปี แล้วย้ายไปจำพรรษาที่วัดกัลยาณมิตร วัดประยูรวงศาวาส วัดนวลนรดิส รวมได้ 15 พรรษา ภายหลังญาติโยมและชาวบ้านต่างพากันเดินทางไปนิมนต์ให้หลวงปู่กลับมาอยู่ที่วัดภูมิลำเนาเดิม ท่านได้ย้ายกลับมา โดยกลับมาจำพรรษาที่วัดสะพานสูง ในปี พ.ศ.2396
“วัดสะพานสูง” เดิมชื่อ”วัดสว่างอารมณ์” สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อคราวที่”สมเด็จพระยาวชิรญาณวโรส วัดบวรนิเวศวิหาร ได้เสด็จไปตรวจคณะสงฆ์ได้เสด็จขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์ได้ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงข้ามคลองหน้าวัด(คลองพระอุดม)ชาวบ้านเรียกวัดสะพานสูงกันจนติดปาก พระสมเด็จพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเห็นสะพานก็เป็นนิมิตที่มีประจำวัดประมาณหนึ่งและชาวบ้านก็เรียกจนติดปากจึงได้ประทานเปลี่ยนชื่อจากวัดสว่างอารมณ์มาเป็นวัดสะพานสูงมาจนทุกวันนี้
หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม จำพรรษาที่วัดสะพานสูง เมื่อถึงช่วงเวลาออกพรรษาท่านก็มักออกธุดงควัตรเสมอ ออกธุดงค์แต่ละครั้งจะไปครั้งละหลายๆปีไปทุกภาคและแถบประเทศเพื่อนบ้าน ออกธุดงควัตรจนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่คิดว่าได้มรณภาพในป่าแล้วไม่เห็นกลับวัด จึงได้พากันทำบุญสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้ท่าน หลวงปู่เอี่ยมท่านทราบได้ด้วยญาณของท่านเอง หลวงปู่เอี่ยม จึงได้กลับมาวัดในสภาพผมยาวหนวดเครารุงรัง จีวรขาดวิ่น จนชาวบ้านจำหลวงปู่ไม่ได้ บ้างก็ว่าท่านเสียจริต แต่เหตุผลกลับใช่เป็นเช่นถูกกล่าวหา หลวงปู่เอี่ยม ขณะธุดงค์อยู่ในป่าไม่ได้ปลงผม ผมยาวถึงบั้นเอว หนวดเครายาว จีวรขาดรุ่งริ่ง พร้อมมีสัตว์ป่า เช่น หมี เสือ งูฯลฯ ติดตามหลวงปู่มา
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่หลวงปู่เอี่ยมเที่ยวออกธุดงก็ได้เจอชีปะขาวเป็นชาวเขมรชื่อว่า”จันทร์” จึงฝากตัวและเล่าเรียนวิชาอิทธิเวทย์จบจบทุกวิชาจนชีปะขาวไม่มีอะไรสอน ขณะนั้นก็ได้เก็บต้นว่านไว้เป็นจำนวนมากไว้รักษาโรคและสร้างวัตถุมงคล และยังมีมวลสารที่เก็บขณะที่ท่านกลับมา วัตถุมงคลที่หลวงปู่เอี่ยมได้นำเอามวลสารทั้งหลายมาสร้างวัตถุมงคล เช่น พระควัมปติ(พระปิดตา)และตะกรุดโทนมหามงคลโสรฬโดยท่านจะจารลงบนแผ่นโลหะแล้วพอกด้วยมวลสารที่ท่านเก็บและถักด้วยเชือกสายสิญจน์แล้วปลุกเสกเพื่อแจกจ่ายให้แก่ลูกศิษย์ หลังจากที่หลวงปู่กลับมาจากป่าท่านเห็นวัดทรุดโทรมจึงได้บูรณะวัดเป็นการใหญ่และสร้างเสนาสนะ ลูกศิษย์ที่มาร่วมบูรณะก็จะได้รับตะกรุดและพระปิดตาเป็นของที่ระลึก
หลวงปู่เอี่ยมท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2439 สิริอายุ 80 ปี พรรษา59 ต่อมาได้มีการปั้นรูปเหมือนของ”หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม” เท่าองค์จริงประดิษฐ์ที่หน้าโบสถ์วัดสะพานสูงได้มีผู้เลื่อมใสและนับถือแวะเวียนมากราบไหว้ขอพรบนบานศาลกล่าวมิได้ขาดสาย
ที่สำคัญ กิตติมศักดิ์ของ หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม และวัตถุมงคล ที่ชื่อดังไปทั่วเมืองไทยและต่างประเทศ จนทำนักสะสมอยากได้มาเป็นเจ้าของเพื่อบูชา
หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม ท่านอาพาธด้วยโรคชราและใกล้มรณภาพ มีลูกศิษย์ที่คอยดูแลและปรณนิบัติท่านอย่างใกล้ชิด จึงได้กราบเรียนกับหลวงปู่เอี่ยมว่า”อาจารย์มีอาการเต็มที่แล้ว” ถ้าท่านมีอะไรก็ขอให้สั่งกับศิษย์เป็นครั้งสุดท้ายหลวงปู่ท่านได้กล่าวกับลูกศิษย์ว่า”ถ้าหากว่าเหตุทุกข์ภัยเกิดขึ้นขอให้ระลึกถึงท่านและเอ่ยชื่อท่านแล้วกัน”...
Read moreรีวิวย้อนหลัง เคยมากราบรูปหล่อของหลวงปู่เอี่ยม พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านเป็นที่รักของชาวนนทบุรี และรูปหล่ออดีตเจ้าอาวาส หลวงปู่กลิ่น หลวงปู่ทองสุข ส่วนประวัติก็ตามนี้ครับ
หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม ( อ่านว่า ปะถะมะนามะ หรือ ปถมนาม ) เกิดในรัชกาลที่ ๒ เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๕๙ เป็นบุตร นายนาค นางจันทร์ โดยมีพี่น้องท้องเดียวกัน รวมด้วยกัน ๔ คน คือ ท่านเป็นคนโตสุด บ้านเกิดของหลวงปู่เอี่ยมอยู่ที่ ต.บานแหลมใหญ่ ฝั่งใต้ ข้างวัดท้องคุ้ง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ อายุท่านได้ ๒๒ ปี ได้อุปสมบท ที่วัดบ่อ ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด (วัดบ่อนี้อยู่คิดกับตลาดในท่าน้ำปากเกร็ด) ท่านอุปสมบท ได้ประมาณหนึ่งเดือน ท่านก็ได้ย้ายไปประจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตร ธนบุรีซึ่งในขณะนั้นพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งย้ายมาจากวัดราชบูรณะ พระนคร หลวงปู่เอี่ยมท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม และแปลพระธรรมบทอยู่ที่วัดนี้อยู่ได้ถึง ๗ พรรษาท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๘ อยู่วัดประยูรวงศาวาสได้ ๓ พรรษา ถึงปี พ.ศ. ๒๓๙๑ นายแขก สมุห์บัญชีได้นิมนต์หลวงปู่เอี่ยม ไปจำพรรษาเจริญพระกัมมัฏฐานเป็นเริ่มแรก และได้ศึกษาอยู่ ๕ พรรษา ถึงปี ๒๓๙๖ ญาติโยมพร้อมด้วยชาวบ้านภูมิลำเนาเดิมในคลองแหลมใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือคลองพระอุดม) อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้เดินทางมา อาราธนานิมนต์หลวงปู่เอี่ยม กลับไปปกครองวัดสว่างอารมณ์ หรือวัดสะพานสูง ในปัจจุบันนี้ สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์เดิมมาเป็นชื่อวัดสะพานสูงนั้น มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ในสมัยนั้นสมเด็จกรมพระยาวชิญาณวโรรส ท่านได้เสร็จไปตรวจการคณะสงฆ์ได้เสด็จขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์นี้ ได้ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงข้ามคลองวัด (คลองพระอุดมปัจจุบันนี้) ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกวัดสว่างอารมณ์นี้ว่า วัดสะพานสูง จึงทำให้วัดนี้มีชื่อเรียกกัน ๒ ชื่อ ฉะนั้น สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเห็นว่า สะพานสูงนี้ก็เป็นนิมิตดีประจำวัดประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งชาวบ้านก็นิยมเรียกกันติดปากว่าวัดสะพานสูง จึงได้ประทานเปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์ มาเป็น "วัดสะพานสูง" จนตราบเท่าทุกวันนี้
หลวงปู่เอี่ยม มาวัดสะพานสูงใหม่ๆ ที่วัดนี้มีพระประจำวันพรรษาอยู่เพียง ๒ รูปเท่านั้น ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ย้ายมาอยู่วัดสะพานสูงได้ ๘ เดือน ก่อนวันเข้าพรรษาหลวงพิบูลย์สมบัติ บ้านท่านอยู่ปากคลองบางลำภู พระนคร ได้เดินทางมานมัสการหลวงปู่เอี่ยม ท่านได้ปรารภถึงความลำบาก ด้วยเรื่องการทำอุโบสถและสังฆกรรม เนื่องจากสถานที่เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมมาก จึงอยากจะสร้างให้เป็นถาวรสถานแก่วัดให้เจริญรุ่งเรือง หลวงพิบูลยสมบัติ ท่านจึงได้บอกบุญเรี่ยไรหาเงินมา เพื่อก่อสร้างโบสถ์ และถาวรสถานขึ้น ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้สร้างศาลาการเปรียญ หลังจากนั้นอีกหลวงปู่เอี่ยมได้สร้างพระเจดีย์ฐาน ๓ ชั้นขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๙
ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านได้มาอยู่วัดสะพานสูง ท่านได้ไปธุดงค์ไปทางแถบประเทศเขมร โดยมีลูกวัดติดตามไปด้วยเสมอ แต่ท่านจะให้ลูกวัดออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ๖-๗ ชั่วโมง แล้วจะนัดกันไปพบที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ไปพบชีปะขาวชาวเขมรท่านหนึ่งชื่อว่าจันทร์ หลวงปู่เอี่ยม จึงได้เรียนวิชาอิทธิเวทย์ จากท่านอาจารย์ผู้นี้อยู่หลายปี จนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่นึกว่าท่านออกธุดงค์ไปได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว เนื่องจากหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้กลับมาที่วัดหลายปีจึงได้ทำสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้ท่าน ทำให้ท่านหลวงปู่เอี่ยม ทราบในญาณของท่านเอง และท่านหลวงปู่เอี่ยม จึงได้เดินทางกลับมายังวัดสะพานสูง การไปธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่เอี่ยม ได้ไปเป็นเวลานาน และอยู่ในป่าจึงปรากฏว่าท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้ปลงผม ผมจึงยาวถึงบั้นเอว จีวรก็ขาดรุ่งริ่ง หมวดท่านยาวเฟิ้มพร้อมมีสัตว์ป่าติดตามท่านหลวงปู่เอี่ยม มาด้วย อาทิเช่น หมี, เสือ, และงูจงอาง ฯลฯ
ท่านหลวงปู่เอี่ยม เป็นพระผู้มีอาคมขลัง มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ มักน้อย ถือสันโดษ ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลวงปู่เอี่ยม ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งชาวบ้านและเจ้านายผู้ใหญ่ในพระนครนับถือท่านมากจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ก่อนที่หลวงปู่เอี่ยมจะมรณภาพด้วยโรคชรา นายหรุ่น แจ้งมา ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดคอยอยู่ปรนนิบัติท่านหลวงปู่เอี่ยมได้ขอร้องท่านว่า “ท่านอาจารย์มีอาการเต็มที่แล้ว ถ้าท่านมีอะไรก็กรุณาได้สั่ง และให้ศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย” ซึ่งท่านหลวงปู่เอี่ยมก็ตอบว่า “ถ้ามีเหตุทุกข์เกิดขึ้นให้ระลึกถึงท่านและเอ่ยชื่อท่านก็แล้วกัน”หลวงปู่เอี่ยมท่านได้มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๙ รวมอายุได้ ๘๐ ปี...
Read more