HTML SitemapExplore
Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong things to do, attractions, restaurants, events info and trip planning
Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong
ThailandPhetchaburi ProvinceWat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong

Basic Info

Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong

1/1 หมู่ 3 ถนนโพธิ์เจริญ ตำบลสำมะโรง อำเภอเมือง Phetchaburi 76000, Thailand
4.8(113)
Open until 8:00 PM
Save
spot

Ratings & Description

Info

Cultural
Family friendly
attractions: , restaurants: , local businesses:
logoLearn more insights from Wanderboat AI.
Open hoursSee all hours
Wed6 AM - 8 PMOpen

Plan your stay

hotel
Pet-friendly Hotels in Phetchaburi Province
Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.
hotel
Affordable Hotels in Phetchaburi Province
Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.
hotel
The Coolest Hotels You Haven't Heard Of (Yet)
Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.
hotel
Trending Stays Worth the Hype in Phetchaburi Province
Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.

Reviews

Get the Appoverlay
Get the AppOne tap to find yournext favorite spots!
Wanderboat LogoWanderboat

Your everyday Al companion for getaway ideas

CompanyAbout Us
InformationAI Trip PlannerSitemap
SocialXInstagramTiktokLinkedin
LegalTerms of ServicePrivacy Policy

Get the app

© 2025 Wanderboat. All rights reserved.

Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong — Local services in Phetchaburi Province

Name
Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong
Description
Nearby attractions
Nearby restaurants
Nearby local services
Nearby hotels
Related posts
Keywords
Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong tourism.Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong hotels.Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong bed and breakfast. flights to Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong.Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong attractions.Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong restaurants.Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong local services.Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong travel.Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong travel guide.Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong travel blog.Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong pictures.Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong photos.Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong travel tips.Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong maps.Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong things to do.

Reviews of Wat Sammarong (400-year-old sacred sandalwood Thao Wessuwan) Wat Samphanphong

4.8
(113)
avatar
5.0
1y

มากราบรูปหล่อหลวงพ่อพ่วงและติดทอง มีท้าวเวสสุวรรณองค์สีเขียวดูแล้วขลังดี ไปมาวันที่ 5/5/67 ส่วนประวัติวัดและหลวงพ่อพ่วง ท้าวเวสสุวรรณสีเขียว ตามนี้ครับ

วัดสำมะโรง จดทะเบียนปี พ.ศ. 2484 ประวัติวัดตามที่กล่าวขานกันมาว่าทำไมถึงเรียกว่าสำมะโรง เดิมเรียกว่า สามพันโลง หรือ สามพันโพลงซึ่งมีตำนานเล่าขานด้วยกัน 2 ตำนาน ตำนานที่ 1 เล่ากันมาว่ามีเรือสำเภามาล่มอยู่ที่หน้าหมู่บ้านจึงทำให้น้ำในเรือมาก เรือไม่สามารถจะแล่นไปได้ จึงได้มาขอยืมไม่โพลงของชาวบ้านนำไปวิดน้ำกล่าวว่าโพลงน้ำในเรือออกได้ถึง 3,000 โพลง ที่ตรงนี้จึงเรียกันว่า สามพันโพลง แล้วเรียกเพี้ยนมาเป็น สำมะโรงจนถึงปัจจุบันนี้ป้ายวัดสำมะโรง ตำนานที่ 2 เล่ากันว่า มีพี่น้องอยู่ สองคนแย่งชิงสมบัติกันเนื่องด้วยมารดาที่ตายไปแล้วยังไม่ได้แบ่งสมบัติไว้ ทำให้พี่น้องเกิดแย่งชิงสมบัติกันจนมีคนแนะนำให้พนันกันโดยแบ่งนาคนละครึ่งและทำลูกคันกันตรงกลางใครสามารถโพลงน้ำเข้าเต็มนาก่อนจะได้ที่ดินนั้นไป สองพี่น้องต่างโพลงน้ำเข้านาเพื่อต้องการที่ดินแปลงนี้ แต่ผลสรุปว่าทั้งสองโพลงน้ำเข้านาได้เต็มพร้อมกันและจำนวนที่โพลงได้คนละ 1,500 โพลง เท่ากัน รวมได้ 3,000 โพลง ประธานในที่นั้นจึงตัดสินว่าขอยกที่ดินนี้สร้างวัด เพื่ออุทิศให้กับบิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งสองพี่น้องเห็นด้วยและสร้างวัดให้มีชื่อว่า วัดสามพันโพลงและเรียกเพี้ยนกันเรื่อยมาจนเป็นสำมะโรง หลวงพ่อพ่วง นามเดิมชื่อนายพ่วง นามสกุล สังข์สุข เกิดวันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พุทธศักราช 2418 ตรงกับ ขึ้น 2 ค่ำเดือน 3 ปีกุน ณ บ้านนาทอง ตำบลนาพันสาม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี บิดาชื่อนายเอก สังข์สุข มารดาชื่อนางนวล สังข์สุข ครอบครัวประกอบอาชีพทำนาและทำน้ำตาลโตนด เมื่อถึงอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดนาพรม ตำบลนาพันสาม อำเภอเมือง จ.เพชรบุรีเป็นการอุปสมบทครั้งแรกของท่านและท่านได้เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนาพรม หลังจากนั้นท่านได้ลาสิกขาบทไปใช้ชีวิตฆราวาส และในขณะที่ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดนาพรมนั้นท่านใดมีลูกศิษย์อยู่ 2 ท่านด้วยกันท่านใดเป็นผู้สวดให้กับพระครูมน สุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดนาพรมในลำดับต่อมา และ พระอธิการหวล จนฺทสิริ เจ้าอาวาสวัดประดิษฐ์วนาราม ซึ่งในขณะนั้นพระสงฆ์ทั้ง 3 รูปนี้ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนาพรมหลวงพ่อพ่วงท่านได้ลาสิกขาบทออกไปใช้ชีวิตฆราวาสเป็นนายพ่วง สังข์สุข และในขณะนี้นี่เองท่านได้ไปศึกษาเล่าเรียนจากสำนักต่างๆ เป็นฆราวาสที่มีวิทยาคมมีคาถาอาคมเป็นที่กล่าวขาน และที่สำคัญท่านเป็นนักเลงมีศัตรูมากพอสมควร จนลูกศิษย์ของท่านคือพระครูมนและพระอธิการหวล ได้พิจารณาว่าคงจะต้องเอาอาจารย์มาบวชเป็นพระภิกษุอีกครั้งหนึ่งและทั้ง 2 ท่านนั้นได้พูดคุยชักชวนให้นายพ่วงนั้นมาอุปสมบทอีกครั้งท่านก็ตอบตกลงและอุปสมบทที่วัดนาพรมเป็นครั้งที่ 2 หลวงพ่อพ่วงท่านมีอายุ 60 ปี ท่านอุปสมบทในวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคมพุทธศักราช 2479 ตรงกับแรม 10 ค่ำเดือน 6 ปีชวด ณ วัดนาพรมโดยมี พระครูปุญกรวิโรจน์ หรือหลวงพ่อรุ่ง ปุญฺญกโร เจ้าอาวาสวัดโพธิ์พระใน เจ้าคณะตำบลโพพระ เป็นพระอุปัชฌายะ และพระครูมน สุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดนาพรมเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการหวล จนฺทสิริ เจ้าอาวาสวัดประดิษฐ์วนารามเป็นพระอนุสาวนาจารย์ โดยการอุปสมบทในครั้งนี้หลวงพ่อพ่วงได้รับฉายาว่า อิสฺสริโก ภิกขุ และท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนาพรม 1 พรรษาแล้วจึงย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดสำมะโรงในปีพุทธศักราช 2480 ตรงกับวันพฤหัสที่ 20 พฤษภาคมขึ้น 10 ค่ำเดือน 6 ปีฉลูท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสำมะโรง หลวงพ่อพ่วงท่านเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 5 ของวัดสำมะโรง ตำบลสำมะโรง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นเวลา 19 ปี หลวงพ่อพ่วงก็ได้ถึงแก่การมรณภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 สิริอายุได้ 81 ปี พรรษา 22 เรื่องเล่าตำนานยักษ์ผู้พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาและอาวาสวัดสํามะโรง เป็นคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในท้องถิ่นบ้านสำมะโรง ว่าวัดสำมะโรงมีผู้ดูแลรักษาวัดเป็นบุคคลร่างใหญ่ผิวกายสีเขียวนัยน์ตาสีแดงมีเขี้ยวสีขาวปะจุดเพชรประกายแวววาว บ้างก็บอกว่ามีผิวกลายเป็นสีดำนัยน์ตาสีแดงมีดมือถือกระบอง คอยเฝ้าอารักขารักษาวัดสํามะโรง ไม่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาวุ่นวายทำลายทรัพย์สินพระศาสนา แต่ถ้าหากท่านใดที่มีเจตนาเป็นกุศล ก็จะเข้ามาในวัดโดยที่ไม่ได้รับอันตรายหรือว่ามาปรากฏกายให้เห็น เล่ากันว่ามีมาตั้งแต่สมัยเริ่มก่อสร้างวัดในปีพ.ศ 2398 ก็นานพอสมควรและไม่มีใครทราบว่าท่านใดเป็นผู้สร้าง หุ่นรูปยักษ์ที่เห็นนี้ทำด้วยไม้จันทร์หอมมีขนาดความสูง 32 เซนติเมตร ลำตัวทาด้วยสีเขียว และเครื่องทรงที่ประดับกาย สรุปก็คือองค์ท้าวเวสสุวรรณโณ ผู้เป็น 1 ใน 4 ของท้าวจตุโลกบาล ที่คอยพิทักษ์รักษาโลกมนุษย์และสวรรค์...

   Read more
avatar
4.0
2y

วัดสำมะโรง จดทะเบียนปีพ.ศ.2484 ประวัติวัดตามที่กล่าวขานกันมาว่าทำไมถึงเรียกว่าสำมะโรง เดิมเรียกว่า สามพันโลงหรือ สามพันโพลงซึ่งมีตำนานเล่าขานด้วยกัน 2 ตำนาน ตำนานแรก เล่ากันมาว่ามีเรือสำเภามาล่มอยู่ที่หน้าหมู่บ้านจึงทำให้น้ำในเรือมาก เรือไม่สามารถจะแล่นไปได้ จึงได้มาขอยืมไม้โพลงของชาวบ้านนำไปวิดน้ำ กล่าวว่าโพลงน้ำในเรือออกได้ถึง 3,000 โพลง ที่ตรงนี้จึงเรียกกันว่า สามพันโพลงแล้วเรียกเพี้ยนมาเป็น สำมะโรงจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ผลสรุปว่าทั้งสองโพลงน้ำเข้านาได้เต็มพร้อมกันและจำนวนที่โพลงได้คนละ 1,500 โพลง เท่ากัน รวมได้ 3,000 โพลงประธานในที่นั้นจึงตัดสินว่าขอยกที่ดินนี้สร้างวัด เพื่ออุทิศให้กับบิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งสองพี่น้องเห็นด้วยและสร้างวัดให้มีชี่อว่า วัดสามพันโพลงและเรียกเพี้ยนกันเรื่อยมาจนเป็นสำมะโรง ตำนานที่ 2 เล่ากันว่า มีพี่น้องอยู่ สองคนแย่งชิงสมบัติกันเนื่องด้วยมารดาที่ตายไปแล้วยังไม่ได้แบ่งสมบัติไว้ทำให้พี่น้องเกิดแย่งชิงกันจนมีคนแนะนำให้พนันกันโดยแบ่งนาคนละครึ่งและทำลูกคันกันตรงกลางใครสามารถโพลงน้ำเข้าเต็มนาก่อนจะได้ที่ดินนั้นไป สองพี่น้องต่างโพลงน้ำเข้านาเพื่อต้องการที่ดินแปลงนี้ ถ้าจะกล่าวว่าวัดสำมะโรงได้สร้างข้นเมื่อใดนั้นคงไม่เป็นที่ทราบแน่นอนแต่สันฯษฐานกันว่าสร้างมาในสมันรัชกาลที่ 4 แต่เดิมวัดสำมะโรงไม่ได้ตั้งอยู่ ณ ที่ตั้งวัดในปัจจุบันแต่วัดจริงตั้งอยู่ทางตะวันออกของวัดห่างจากที่ตั้งเดิมประมาณ 300เมตร โดยมีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่โดยชาวบ้านเรียกกันว่าเกาะกลางหรือเกาะร้าง เล่ากันว่าครั้งพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแต่แล้วนั้นทหารพม่าได้เผาวัดวาอารามทิ้งเผาบ้านเรือนหลังสงครามสงบลงบ้านสำมะโรงหรือบ้านสามพันโพลง ก็มีคนเข้ามาอาศัยเข้ามาตั้งรกรากอาศัยทำมาหากินผู้คนอยู่เย็นเป็นสุขก็มีคนคิดริเริ่ม จะซ่อมแซมวัดสามพันโพลง ปัจจุบันวัดสำมะโรงได้รับการบูรณะซ่อมแซมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปมาแต่ก็ยังคงโบราณสถานที่เก่าแก่เอาไว้บ้างบางส่วนเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของวัดสำมะโรงนี้ก็คือเมื่อเข้ามาในวัดนี้จะสดุดตาพุทธวิหารมากที่สุดซึ่งทำจากไม้สักทั้งหลัง แกะสลักทั้งหลังโดยใช้ช่างจากอยุธยา ที่วัดแห่งนี้จะมีประเพณีทำบุญรอบวัดประจำหมู่บ้านซึ่งจะทำก่อนสงกรานต์สิ้นสุดวัดที่ 12 เมษายน มี 7 สถานทีและมีการจัดงานประจำปีทุกปีวัดสำมะโรงมีพระลูกวัดจำนวน 9 รูปมีพระครูใบฎีกาพงศ์เทพ...

   Read more
avatar
5.0
2y

เอกลักษณ์โดดเด่นของวัดสำมะโรง คือเมื่อเดินทางเข้ามาภายในวัดจะสะดุดตากับความสวยงามของพุทธวิหารไม้สัก ตลอดจนการได้กราบสักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยรอบวัด อาทิ ท้าวเวสสุวรรณไม้จันทน์หอมอายุกว่า 400ปี องค์พระพิฆเนศ ท่านขุนทองคำใต้ร่มโพธิ์ใหญ่ ฯลฯ การขอพรสุขสมหวังตามคำขอ โดยส่วนตัวเดินทางมาที่วัด 2 ครั้งแล้ว ซึ่งครั้งที่ 2 ได้จัดถวายพานบายศรีและเครื่องบูชา พร้อมถวายปัจจัยสร้างบุญกุศลเสริมแต้มบุญ เพราะสมหวังตามตั้งใจที่ขอพรค่ะ อีกทั้งยังร่วมบุญสนับสนุนการพัฒนาวัดสำมะโรง เพื่อทำนุบำรุงวัดด้วยค่ะ นอกจากนี้ในส่วนห้องน้ำของวัดยังได้รับการดูแลความสะอาดอย่างดี ลานดินกว้างด้านข้างอุโบสถคุณสามารถชมวิวท้องนา ต้นตาล พร้อมเก็บภาพถ่ายธรรมชาติ มีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวจ.เพชรบุรี...

   Read more
Page 1 of 7
Previous
Next

Posts

Suphakorn PanyangamSuphakorn Panyangam
มากราบรูปหล่อหลวงพ่อพ่วงและติดทอง มีท้าวเวสสุวรรณองค์สีเขียวดูแล้วขลังดี ไปมาวันที่ 5/5/67 ส่วนประวัติวัดและหลวงพ่อพ่วง ท้าวเวสสุวรรณสีเขียว ตามนี้ครับ วัดสำมะโรง จดทะเบียนปี พ.ศ. 2484 ประวัติวัดตามที่กล่าวขานกันมาว่าทำไมถึงเรียกว่าสำมะโรง เดิมเรียกว่า สามพันโลง หรือ สามพันโพลงซึ่งมีตำนานเล่าขานด้วยกัน 2 ตำนาน ตำนานที่ 1 เล่ากันมาว่ามีเรือสำเภามาล่มอยู่ที่หน้าหมู่บ้านจึงทำให้น้ำในเรือมาก เรือไม่สามารถจะแล่นไปได้ จึงได้มาขอยืมไม่โพลงของชาวบ้านนำไปวิดน้ำกล่าวว่าโพลงน้ำในเรือออกได้ถึง 3,000 โพลง ที่ตรงนี้จึงเรียกันว่า สามพันโพลง แล้วเรียกเพี้ยนมาเป็น สำมะโรงจนถึงปัจจุบันนี้ป้ายวัดสำมะโรง ตำนานที่ 2 เล่ากันว่า มีพี่น้องอยู่ สองคนแย่งชิงสมบัติกันเนื่องด้วยมารดาที่ตายไปแล้วยังไม่ได้แบ่งสมบัติไว้ ทำให้พี่น้องเกิดแย่งชิงสมบัติกันจนมีคนแนะนำให้พนันกันโดยแบ่งนาคนละครึ่งและทำลูกคันกันตรงกลางใครสามารถโพลงน้ำเข้าเต็มนาก่อนจะได้ที่ดินนั้นไป สองพี่น้องต่างโพลงน้ำเข้านาเพื่อต้องการที่ดินแปลงนี้ แต่ผลสรุปว่าทั้งสองโพลงน้ำเข้านาได้เต็มพร้อมกันและจำนวนที่โพลงได้คนละ 1,500 โพลง เท่ากัน รวมได้ 3,000 โพลง ประธานในที่นั้นจึงตัดสินว่าขอยกที่ดินนี้สร้างวัด เพื่ออุทิศให้กับบิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งสองพี่น้องเห็นด้วยและสร้างวัดให้มีชื่อว่า วัดสามพันโพลงและเรียกเพี้ยนกันเรื่อยมาจนเป็นสำมะโรง หลวงพ่อพ่วง นามเดิมชื่อนายพ่วง นามสกุล สังข์สุข เกิดวันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พุทธศักราช 2418 ตรงกับ ขึ้น 2 ค่ำเดือน 3 ปีกุน ณ บ้านนาทอง ตำบลนาพันสาม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี บิดาชื่อนายเอก สังข์สุข มารดาชื่อนางนวล สังข์สุข ครอบครัวประกอบอาชีพทำนาและทำน้ำตาลโตนด เมื่อถึงอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดนาพรม ตำบลนาพันสาม อำเภอเมือง จ.เพชรบุรีเป็นการอุปสมบทครั้งแรกของท่านและท่านได้เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนาพรม หลังจากนั้นท่านได้ลาสิกขาบทไปใช้ชีวิตฆราวาส และในขณะที่ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดนาพรมนั้นท่านใดมีลูกศิษย์อยู่ 2 ท่านด้วยกันท่านใดเป็นผู้สวดให้กับพระครูมน สุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดนาพรมในลำดับต่อมา และ พระอธิการหวล จนฺทสิริ เจ้าอาวาสวัดประดิษฐ์วนาราม ซึ่งในขณะนั้นพระสงฆ์ทั้ง 3 รูปนี้ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนาพรมหลวงพ่อพ่วงท่านได้ลาสิกขาบทออกไปใช้ชีวิตฆราวาสเป็นนายพ่วง สังข์สุข และในขณะนี้นี่เองท่านได้ไปศึกษาเล่าเรียนจากสำนักต่างๆ เป็นฆราวาสที่มีวิทยาคมมีคาถาอาคมเป็นที่กล่าวขาน และที่สำคัญท่านเป็นนักเลงมีศัตรูมากพอสมควร จนลูกศิษย์ของท่านคือพระครูมนและพระอธิการหวล ได้พิจารณาว่าคงจะต้องเอาอาจารย์มาบวชเป็นพระภิกษุอีกครั้งหนึ่งและทั้ง 2 ท่านนั้นได้พูดคุยชักชวนให้นายพ่วงนั้นมาอุปสมบทอีกครั้งท่านก็ตอบตกลงและอุปสมบทที่วัดนาพรมเป็นครั้งที่ 2 หลวงพ่อพ่วงท่านมีอายุ 60 ปี ท่านอุปสมบทในวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคมพุทธศักราช 2479 ตรงกับแรม 10 ค่ำเดือน 6 ปีชวด ณ วัดนาพรมโดยมี พระครูปุญกรวิโรจน์ หรือหลวงพ่อรุ่ง ปุญฺญกโร เจ้าอาวาสวัดโพธิ์พระใน เจ้าคณะตำบลโพพระ เป็นพระอุปัชฌายะ และพระครูมน สุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดนาพรมเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการหวล จนฺทสิริ เจ้าอาวาสวัดประดิษฐ์วนารามเป็นพระอนุสาวนาจารย์ โดยการอุปสมบทในครั้งนี้หลวงพ่อพ่วงได้รับฉายาว่า อิสฺสริโก ภิกขุ และท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนาพรม 1 พรรษาแล้วจึงย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดสำมะโรงในปีพุทธศักราช 2480 ตรงกับวันพฤหัสที่ 20 พฤษภาคมขึ้น 10 ค่ำเดือน 6 ปีฉลูท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสำมะโรง หลวงพ่อพ่วงท่านเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 5 ของวัดสำมะโรง ตำบลสำมะโรง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นเวลา 19 ปี หลวงพ่อพ่วงก็ได้ถึงแก่การมรณภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 สิริอายุได้ 81 ปี พรรษา 22 เรื่องเล่าตำนานยักษ์ผู้พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาและอาวาสวัดสํามะโรง เป็นคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในท้องถิ่นบ้านสำมะโรง ว่าวัดสำมะโรงมีผู้ดูแลรักษาวัดเป็นบุคคลร่างใหญ่ผิวกายสีเขียวนัยน์ตาสีแดงมีเขี้ยวสีขาวปะจุดเพชรประกายแวววาว บ้างก็บอกว่ามีผิวกลายเป็นสีดำนัยน์ตาสีแดงมีดมือถือกระบอง คอยเฝ้าอารักขารักษาวัดสํามะโรง ไม่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาวุ่นวายทำลายทรัพย์สินพระศาสนา แต่ถ้าหากท่านใดที่มีเจตนาเป็นกุศล ก็จะเข้ามาในวัดโดยที่ไม่ได้รับอันตรายหรือว่ามาปรากฏกายให้เห็น เล่ากันว่ามีมาตั้งแต่สมัยเริ่มก่อสร้างวัดในปีพ.ศ 2398 ก็นานพอสมควรและไม่มีใครทราบว่าท่านใดเป็นผู้สร้าง หุ่นรูปยักษ์ที่เห็นนี้ทำด้วยไม้จันทร์หอมมีขนาดความสูง 32 เซนติเมตร ลำตัวทาด้วยสีเขียว และเครื่องทรงที่ประดับกาย สรุปก็คือองค์ท้าวเวสสุวรรณโณ ผู้เป็น 1 ใน 4 ของท้าวจตุโลกบาล ที่คอยพิทักษ์รักษาโลกมนุษย์และสวรรค์ และที่สำคัญเป็นผู้พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา
Your browser does not support the video tag.
Diyin. lifeDiyin. life
วัดสวยมาก สะอาด เจ้าหน้าที่น่ารัก แนะนำดี มีจุดให้เดินกราบพระขอพรหลายจุด พระประธานในโบสถ์สวยมาก
Jakkrit SriyaJakkrit Sriya
วัดสำมะโรง จดทะเบียนปีพ.ศ.2484 ประวัติวัดตามที่กล่าวขานกันมาว่าทำไมถึงเรียกว่าสำมะโรง เดิมเรียกว่า สามพันโลงหรือ สามพันโพลงซึ่งมีตำนานเล่าขานด้วยกัน 2 ตำนาน ตำนานแรก เล่ากันมาว่ามีเรือสำเภามาล่มอยู่ที่หน้าหมู่บ้านจึงทำให้น้ำในเรือมาก เรือไม่สามารถจะแล่นไปได้ จึงได้มาขอยืมไม้โพลงของชาวบ้านนำไปวิดน้ำ กล่าวว่าโพลงน้ำในเรือออกได้ถึง 3,000 โพลง ที่ตรงนี้จึงเรียกกันว่า สามพันโพลงแล้วเรียกเพี้ยนมาเป็น สำมะโรงจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ผลสรุปว่าทั้งสองโพลงน้ำเข้านาได้เต็มพร้อมกันและจำนวนที่โพลงได้คนละ 1,500 โพลง เท่ากัน รวมได้ 3,000 โพลงประธานในที่นั้นจึงตัดสินว่าขอยกที่ดินนี้สร้างวัด เพื่ออุทิศให้กับบิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งสองพี่น้องเห็นด้วยและสร้างวัดให้มีชี่อว่า วัดสามพันโพลงและเรียกเพี้ยนกันเรื่อยมาจนเป็นสำมะโรง ตำนานที่ 2 เล่ากันว่า มีพี่น้องอยู่ สองคนแย่งชิงสมบัติกันเนื่องด้วยมารดาที่ตายไปแล้วยังไม่ได้แบ่งสมบัติไว้ทำให้พี่น้องเกิดแย่งชิงกันจนมีคนแนะนำให้พนันกันโดยแบ่งนาคนละครึ่งและทำลูกคันกันตรงกลางใครสามารถโพลงน้ำเข้าเต็มนาก่อนจะได้ที่ดินนั้นไป สองพี่น้องต่างโพลงน้ำเข้านาเพื่อต้องการที่ดินแปลงนี้ ถ้าจะกล่าวว่าวัดสำมะโรงได้สร้างข้นเมื่อใดนั้นคงไม่เป็นที่ทราบแน่นอนแต่สันฯษฐานกันว่าสร้างมาในสมันรัชกาลที่ 4 แต่เดิมวัดสำมะโรงไม่ได้ตั้งอยู่ ณ ที่ตั้งวัดในปัจจุบันแต่วัดจริงตั้งอยู่ทางตะวันออกของวัดห่างจากที่ตั้งเดิมประมาณ 300เมตร โดยมีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่โดยชาวบ้านเรียกกันว่าเกาะกลางหรือเกาะร้าง เล่ากันว่าครั้งพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแต่แล้วนั้นทหารพม่าได้เผาวัดวาอารามทิ้งเผาบ้านเรือนหลังสงครามสงบลงบ้านสำมะโรงหรือบ้านสามพันโพลง ก็มีคนเข้ามาอาศัยเข้ามาตั้งรกรากอาศัยทำมาหากินผู้คนอยู่เย็นเป็นสุขก็มีคนคิดริเริ่ม จะซ่อมแซมวัดสามพันโพลง ปัจจุบันวัดสำมะโรงได้รับการบูรณะซ่อมแซมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปมาแต่ก็ยังคงโบราณสถานที่เก่าแก่เอาไว้บ้างบางส่วนเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของวัดสำมะโรงนี้ก็คือเมื่อเข้ามาในวัดนี้จะสดุดตาพุทธวิหารมากที่สุดซึ่งทำจากไม้สักทั้งหลัง แกะสลักทั้งหลังโดยใช้ช่างจากอยุธยา ที่วัดแห่งนี้จะมีประเพณีทำบุญรอบวัดประจำหมู่บ้านซึ่งจะทำก่อนสงกรานต์สิ้นสุดวัดที่ 12 เมษายน มี 7 สถานทีและมีการจัดงานประจำปีทุกปีวัดสำมะโรงมีพระลูกวัดจำนวน 9 รูปมีพระครูใบฎีกาพงศ์เทพ สิริปุญโญเป้นเจ้าอาวาสวัด
See more posts
See more posts
hotel
Find your stay

Pet-friendly Hotels in Phetchaburi Province

Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.

มากราบรูปหล่อหลวงพ่อพ่วงและติดทอง มีท้าวเวสสุวรรณองค์สีเขียวดูแล้วขลังดี ไปมาวันที่ 5/5/67 ส่วนประวัติวัดและหลวงพ่อพ่วง ท้าวเวสสุวรรณสีเขียว ตามนี้ครับ วัดสำมะโรง จดทะเบียนปี พ.ศ. 2484 ประวัติวัดตามที่กล่าวขานกันมาว่าทำไมถึงเรียกว่าสำมะโรง เดิมเรียกว่า สามพันโลง หรือ สามพันโพลงซึ่งมีตำนานเล่าขานด้วยกัน 2 ตำนาน ตำนานที่ 1 เล่ากันมาว่ามีเรือสำเภามาล่มอยู่ที่หน้าหมู่บ้านจึงทำให้น้ำในเรือมาก เรือไม่สามารถจะแล่นไปได้ จึงได้มาขอยืมไม่โพลงของชาวบ้านนำไปวิดน้ำกล่าวว่าโพลงน้ำในเรือออกได้ถึง 3,000 โพลง ที่ตรงนี้จึงเรียกันว่า สามพันโพลง แล้วเรียกเพี้ยนมาเป็น สำมะโรงจนถึงปัจจุบันนี้ป้ายวัดสำมะโรง ตำนานที่ 2 เล่ากันว่า มีพี่น้องอยู่ สองคนแย่งชิงสมบัติกันเนื่องด้วยมารดาที่ตายไปแล้วยังไม่ได้แบ่งสมบัติไว้ ทำให้พี่น้องเกิดแย่งชิงสมบัติกันจนมีคนแนะนำให้พนันกันโดยแบ่งนาคนละครึ่งและทำลูกคันกันตรงกลางใครสามารถโพลงน้ำเข้าเต็มนาก่อนจะได้ที่ดินนั้นไป สองพี่น้องต่างโพลงน้ำเข้านาเพื่อต้องการที่ดินแปลงนี้ แต่ผลสรุปว่าทั้งสองโพลงน้ำเข้านาได้เต็มพร้อมกันและจำนวนที่โพลงได้คนละ 1,500 โพลง เท่ากัน รวมได้ 3,000 โพลง ประธานในที่นั้นจึงตัดสินว่าขอยกที่ดินนี้สร้างวัด เพื่ออุทิศให้กับบิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งสองพี่น้องเห็นด้วยและสร้างวัดให้มีชื่อว่า วัดสามพันโพลงและเรียกเพี้ยนกันเรื่อยมาจนเป็นสำมะโรง หลวงพ่อพ่วง นามเดิมชื่อนายพ่วง นามสกุล สังข์สุข เกิดวันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พุทธศักราช 2418 ตรงกับ ขึ้น 2 ค่ำเดือน 3 ปีกุน ณ บ้านนาทอง ตำบลนาพันสาม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี บิดาชื่อนายเอก สังข์สุข มารดาชื่อนางนวล สังข์สุข ครอบครัวประกอบอาชีพทำนาและทำน้ำตาลโตนด เมื่อถึงอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดนาพรม ตำบลนาพันสาม อำเภอเมือง จ.เพชรบุรีเป็นการอุปสมบทครั้งแรกของท่านและท่านได้เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนาพรม หลังจากนั้นท่านได้ลาสิกขาบทไปใช้ชีวิตฆราวาส และในขณะที่ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดนาพรมนั้นท่านใดมีลูกศิษย์อยู่ 2 ท่านด้วยกันท่านใดเป็นผู้สวดให้กับพระครูมน สุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดนาพรมในลำดับต่อมา และ พระอธิการหวล จนฺทสิริ เจ้าอาวาสวัดประดิษฐ์วนาราม ซึ่งในขณะนั้นพระสงฆ์ทั้ง 3 รูปนี้ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนาพรมหลวงพ่อพ่วงท่านได้ลาสิกขาบทออกไปใช้ชีวิตฆราวาสเป็นนายพ่วง สังข์สุข และในขณะนี้นี่เองท่านได้ไปศึกษาเล่าเรียนจากสำนักต่างๆ เป็นฆราวาสที่มีวิทยาคมมีคาถาอาคมเป็นที่กล่าวขาน และที่สำคัญท่านเป็นนักเลงมีศัตรูมากพอสมควร จนลูกศิษย์ของท่านคือพระครูมนและพระอธิการหวล ได้พิจารณาว่าคงจะต้องเอาอาจารย์มาบวชเป็นพระภิกษุอีกครั้งหนึ่งและทั้ง 2 ท่านนั้นได้พูดคุยชักชวนให้นายพ่วงนั้นมาอุปสมบทอีกครั้งท่านก็ตอบตกลงและอุปสมบทที่วัดนาพรมเป็นครั้งที่ 2 หลวงพ่อพ่วงท่านมีอายุ 60 ปี ท่านอุปสมบทในวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคมพุทธศักราช 2479 ตรงกับแรม 10 ค่ำเดือน 6 ปีชวด ณ วัดนาพรมโดยมี พระครูปุญกรวิโรจน์ หรือหลวงพ่อรุ่ง ปุญฺญกโร เจ้าอาวาสวัดโพธิ์พระใน เจ้าคณะตำบลโพพระ เป็นพระอุปัชฌายะ และพระครูมน สุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดนาพรมเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการหวล จนฺทสิริ เจ้าอาวาสวัดประดิษฐ์วนารามเป็นพระอนุสาวนาจารย์ โดยการอุปสมบทในครั้งนี้หลวงพ่อพ่วงได้รับฉายาว่า อิสฺสริโก ภิกขุ และท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนาพรม 1 พรรษาแล้วจึงย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดสำมะโรงในปีพุทธศักราช 2480 ตรงกับวันพฤหัสที่ 20 พฤษภาคมขึ้น 10 ค่ำเดือน 6 ปีฉลูท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสำมะโรง หลวงพ่อพ่วงท่านเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 5 ของวัดสำมะโรง ตำบลสำมะโรง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นเวลา 19 ปี หลวงพ่อพ่วงก็ได้ถึงแก่การมรณภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 สิริอายุได้ 81 ปี พรรษา 22 เรื่องเล่าตำนานยักษ์ผู้พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาและอาวาสวัดสํามะโรง เป็นคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในท้องถิ่นบ้านสำมะโรง ว่าวัดสำมะโรงมีผู้ดูแลรักษาวัดเป็นบุคคลร่างใหญ่ผิวกายสีเขียวนัยน์ตาสีแดงมีเขี้ยวสีขาวปะจุดเพชรประกายแวววาว บ้างก็บอกว่ามีผิวกลายเป็นสีดำนัยน์ตาสีแดงมีดมือถือกระบอง คอยเฝ้าอารักขารักษาวัดสํามะโรง ไม่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาวุ่นวายทำลายทรัพย์สินพระศาสนา แต่ถ้าหากท่านใดที่มีเจตนาเป็นกุศล ก็จะเข้ามาในวัดโดยที่ไม่ได้รับอันตรายหรือว่ามาปรากฏกายให้เห็น เล่ากันว่ามีมาตั้งแต่สมัยเริ่มก่อสร้างวัดในปีพ.ศ 2398 ก็นานพอสมควรและไม่มีใครทราบว่าท่านใดเป็นผู้สร้าง หุ่นรูปยักษ์ที่เห็นนี้ทำด้วยไม้จันทร์หอมมีขนาดความสูง 32 เซนติเมตร ลำตัวทาด้วยสีเขียว และเครื่องทรงที่ประดับกาย สรุปก็คือองค์ท้าวเวสสุวรรณโณ ผู้เป็น 1 ใน 4 ของท้าวจตุโลกบาล ที่คอยพิทักษ์รักษาโลกมนุษย์และสวรรค์ และที่สำคัญเป็นผู้พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา
Suphakorn Panyangam

Suphakorn Panyangam

hotel
Find your stay

Affordable Hotels in Phetchaburi Province

Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.

Get the Appoverlay
Get the AppOne tap to find yournext favorite spots!
วัดสวยมาก สะอาด เจ้าหน้าที่น่ารัก แนะนำดี มีจุดให้เดินกราบพระขอพรหลายจุด พระประธานในโบสถ์สวยมาก
Diyin. life

Diyin. life

hotel
Find your stay

The Coolest Hotels You Haven't Heard Of (Yet)

Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.

hotel
Find your stay

Trending Stays Worth the Hype in Phetchaburi Province

Find a cozy hotel nearby and make it a full experience.

วัดสำมะโรง จดทะเบียนปีพ.ศ.2484 ประวัติวัดตามที่กล่าวขานกันมาว่าทำไมถึงเรียกว่าสำมะโรง เดิมเรียกว่า สามพันโลงหรือ สามพันโพลงซึ่งมีตำนานเล่าขานด้วยกัน 2 ตำนาน ตำนานแรก เล่ากันมาว่ามีเรือสำเภามาล่มอยู่ที่หน้าหมู่บ้านจึงทำให้น้ำในเรือมาก เรือไม่สามารถจะแล่นไปได้ จึงได้มาขอยืมไม้โพลงของชาวบ้านนำไปวิดน้ำ กล่าวว่าโพลงน้ำในเรือออกได้ถึง 3,000 โพลง ที่ตรงนี้จึงเรียกกันว่า สามพันโพลงแล้วเรียกเพี้ยนมาเป็น สำมะโรงจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ผลสรุปว่าทั้งสองโพลงน้ำเข้านาได้เต็มพร้อมกันและจำนวนที่โพลงได้คนละ 1,500 โพลง เท่ากัน รวมได้ 3,000 โพลงประธานในที่นั้นจึงตัดสินว่าขอยกที่ดินนี้สร้างวัด เพื่ออุทิศให้กับบิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งสองพี่น้องเห็นด้วยและสร้างวัดให้มีชี่อว่า วัดสามพันโพลงและเรียกเพี้ยนกันเรื่อยมาจนเป็นสำมะโรง ตำนานที่ 2 เล่ากันว่า มีพี่น้องอยู่ สองคนแย่งชิงสมบัติกันเนื่องด้วยมารดาที่ตายไปแล้วยังไม่ได้แบ่งสมบัติไว้ทำให้พี่น้องเกิดแย่งชิงกันจนมีคนแนะนำให้พนันกันโดยแบ่งนาคนละครึ่งและทำลูกคันกันตรงกลางใครสามารถโพลงน้ำเข้าเต็มนาก่อนจะได้ที่ดินนั้นไป สองพี่น้องต่างโพลงน้ำเข้านาเพื่อต้องการที่ดินแปลงนี้ ถ้าจะกล่าวว่าวัดสำมะโรงได้สร้างข้นเมื่อใดนั้นคงไม่เป็นที่ทราบแน่นอนแต่สันฯษฐานกันว่าสร้างมาในสมันรัชกาลที่ 4 แต่เดิมวัดสำมะโรงไม่ได้ตั้งอยู่ ณ ที่ตั้งวัดในปัจจุบันแต่วัดจริงตั้งอยู่ทางตะวันออกของวัดห่างจากที่ตั้งเดิมประมาณ 300เมตร โดยมีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่โดยชาวบ้านเรียกกันว่าเกาะกลางหรือเกาะร้าง เล่ากันว่าครั้งพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแต่แล้วนั้นทหารพม่าได้เผาวัดวาอารามทิ้งเผาบ้านเรือนหลังสงครามสงบลงบ้านสำมะโรงหรือบ้านสามพันโพลง ก็มีคนเข้ามาอาศัยเข้ามาตั้งรกรากอาศัยทำมาหากินผู้คนอยู่เย็นเป็นสุขก็มีคนคิดริเริ่ม จะซ่อมแซมวัดสามพันโพลง ปัจจุบันวัดสำมะโรงได้รับการบูรณะซ่อมแซมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปมาแต่ก็ยังคงโบราณสถานที่เก่าแก่เอาไว้บ้างบางส่วนเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของวัดสำมะโรงนี้ก็คือเมื่อเข้ามาในวัดนี้จะสดุดตาพุทธวิหารมากที่สุดซึ่งทำจากไม้สักทั้งหลัง แกะสลักทั้งหลังโดยใช้ช่างจากอยุธยา ที่วัดแห่งนี้จะมีประเพณีทำบุญรอบวัดประจำหมู่บ้านซึ่งจะทำก่อนสงกรานต์สิ้นสุดวัดที่ 12 เมษายน มี 7 สถานทีและมีการจัดงานประจำปีทุกปีวัดสำมะโรงมีพระลูกวัดจำนวน 9 รูปมีพระครูใบฎีกาพงศ์เทพ สิริปุญโญเป้นเจ้าอาวาสวัด
Jakkrit Sriya

Jakkrit Sriya

See more posts
See more posts