ถ้าชอบวัดเก่าแก่โบราณสมัยอยุธยา อายุไม่ต่ำกว่า 350 ปี และขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ใน จ.นนทบุรี นอกจากวัดปราสาทแล้ว วัดชมภูเวกก็ติด 1 ใน 5 ที่ต้องไม่พลาดเลย
วัดนี้สร้างแบบศิลปมอญโดยชนเผ่ามอญอพยพสมัยอยุธยา เก่าแก่ 350 ปี+ สิ่งสะดุดตาแรกคือพระธาตุมุ๊ตาว ทรงมอญ ได้รับการบูรณะสร้างใหม่เพิ่มเติม และขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว ความสวยงามจากอดีตที่ยังคงมีให้ดู โดยเฉพาะภาพวาดฝาผนังในโบสถ์ดั้งเดิม ซึ่งเป็นภาพวาดของเดิมจริงๆ เทคนิคของช่างโบราณ แต่สียังคงความสวยสด คมชัด จนถึงปัจจุบัน ถึงจะมีรอยลอกจางบ้างตามกาลเวลาและธรรมชาติในบางจุด แต่ส่วนใหญ่ก็ยังสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะภาพวาดพระแม่ธรณีบีบมวยผมบนฝาผนังเหนือประตูทางเข้า ที่นับว่าเป็นภาพพระแม่ธรณีที่สวยที่สุด👍 ภายในประดิษฐสถานองค์หลวงพ่อชนะมารจำลอง ส่วนองค์จริงที่เป็นทองคำแท้ จะอยู่บนโบสถ์หลังใหม่ข้างๆ กัน
หลังโบสถ์เก่าเค้าเรียกเป็นโบสถ์ฝรั่ง เพราะสร้างโดยฝรั่งในสมัยนั้น สังเกตุได้ว่ามีรูปปั้นคิวปิดเหนือประตูทางเข้า จุดนี้ ใครปรารถนาเรื่องความรัก อธิษฐานหน้าคิวปิดได้เลย❤️ 80% ว่าสมหวัง🤣 ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปและองค์พระภิกษุณี
เราไปตอนบ่ายวัน อา. 5/1/25 คนน้อย ช่วงเช้าเห็นว่าแน่นวัดจนหาที่จอดรถไม่ได้ ได้ใช้เวลาเดินดู ถ่ายรูปอย่างละเอียดได้นานหน่อย และมีคุณตาที่เป็นหัวหน้ากลุ่มมอญที่สืบทอดดูแลบูรณะวัดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ พาเดิน อธิบายประวัติของวัด และรายละเอียดในแต่ละจุดให้ฟัง 😄 อย่างเช่น สมัยโบราณโบสถ์เก่าเวลาน้ำท่วมแต่ไม่เคยจม เพราะใต้ฐานโบสถ์จะมีร่างของสตรีเป็นพันๆ คนพยุงอยู่ ซึ่งสตรีเหล่านี้เป็นเมียทหารที่ออกไปรบ และมีฝังกันมาหลายรุ่น (ปัจจุบันคงไม่ฝังแล้ว😅) และปี 2512 สมัยตายังหนุ่มๆมีการขุดออกมาทำพิธี ไม่มีแม้แต่กลิ่นเหม็นเน่า แต่จะมีกลิ่นหอม เพราะมอญเค้ามีวิธีดับกลิ่นศพและกำจัดน้ำเหลือง ทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็น น่าจะเป็นวิธีสืบทอดกันมา แม้แต่กำยานบูชา ยังทำมาจากเกสรดอกไม้ 108 ชนิด ซึ่งคุณตาลองเอาให้ดมแล้วหอมมาก ต่างจากกำยานทั่วไป คือ หอมอ่อน ๆ กลิ่นไม่ฉุน ไม่แรง แต่ติดจมูกนาน แต่ตาบอกไม่ได้ทำขาย เหมือนทำมาเฉพาะที่นี่ จะขอลองจุดบูชาพระ ตาบอกจุดไม่ได้ 😆 เพราะถ้าจุดแล้วคือการสื่อกับวิญญาณที่นี่ตามความเชื่อของชาวมอญ (แต่ตาวางไว้กับธูปเทียน นะ 55 คนไม่รู้เค้าจะหยิบไปจุดมั้ย นึกว่าจุดได้ ไรงี้) กำยานนี้ตาบอกถ้าวางไว้กับศพ กลิ่นจะหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว ทำให้ศพไม่เหม็น วัดนี้ ทุกปีก็จะมีพิธีใหญ่ทำบุญ และบังสุกุลให้บรรดาท่านที่อยู่ใต้พื้นดิน ช่วงสงกรานต์ ดังนั้น นอกจากความศักดิ์สิทธิ์ยังขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยน😅 ใครมาขโมยอะไร ได้เอามาคืนทุกราย ทุกพื้นที่ที่เราเดินในวัดล้วนเดินอยู่บนร่างของหลายๆ ท่าน แต่ก็แค่สังขารตามธรรมชาติ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดนี้ท่านเมตตาผู้หญิงเป็นพิเศษ หากผู้หญิงอธิษฐานมักจะได้ตามปรารถนา(ไม่ต้องบน) เกร็ดเล็กน้อยที่ฟังจากคุณตา ก็น่าสนใจแปลก และขนลุกนิดหน่อย🤣 คุณตาดูไม่แก่เลย 80 กว่าแต่หน้ายังตึงเปรี๊ยะ เพราะกินมังสวรัติ และต้องเคร่งในศีล 5 ถึงจะสามารถดูแลที่นี่ได้
นอกจากจุดนี้ก็ยังมีหอคอยที่เป็นบันไดพญานาคสีทอง ท่านว่าตัวเมีย ส่วนเขียวๆ อีกคู่ ถัดไปเป็นตัวผู้ ถามว่าแยกยังไง หงอนไม่เห็นต่างกัน 😆 ตาบอก ตัวผู้จะสั้น🤣 ตัวเมียจะเรียวยาว หมายถึงลำตัวนะ ด้านบนเหมือนเป็นธรรมาสน์โบราณเค้าว่าของเดิมตั้งแต่อยุธยา แต่น่าจะมีการบูรณะบ้างเพราะสมบูรณ์มาก เหมือนทีการไสไม้ใหม่ ทำจากไม้สักทองแท้ ปลวกไม่แทะ ประตู 8 บานของประตู 4 ด้าน ก็เป็นไม้สักแท้ทั้งบาน แกะสลักเรื่องราวต่างกันทั้ง 8 บาน ถ้าให้ตาเล่าทุกบานก็จะยาว มีรอยพระพุทธบาทจำลอง 700 ปีที่อัญเชิญมาจากสระบุรี เล็กๆน้อยๆ ตรงธรณีประตูทางเข้า จะสังเกตเห็นโซ่ใหญ่ ถ้าไม่รู้คงคิดว่าโซ่คล้องกุญแจประตูธรรมดา แต่คุณตาบอกว่านี่คือโซ่ตรวนล่ามนักโทษของจริง ซึ่งห้ามเหยียบเค้านะ ตาว่าขลังดี เลยเอามาคล้องเฝ้าประตู🙂 (อันนี้ต้องจินตนาการเอาเองนะว่าเฝ้าแบบใด😆) ด้านในๆ สุด เป็นศาลพ่อปู่ศรีชม จุดขอพรศักดิ์สิทธิ์ที่คุณตาแนะนำ
เรื่องเล่าของคุณตาชาวมอญ ที่สืบทอดดูแลสืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น ปัจจุบันลูกชายลุงก็รับช่วงต่อแล้ว ก็สนุกเพิ่มความน่าทึ่ง ศรัทธาไปอีก เป็นวัดที่เป็นศูนย์รวมชนชาวมอญเลยทีเดียว
วัดนี้นอกจากเป็นโบราณสถาน ยังเป็นวัดตัวอย่าง สะอาดสะอ้าน และยังฌาปณกิจศพให้แบบไม่มีค่าใช้จ่าย (ส่วนรายละเอียดว่าเฉพาะคนมอญหรือไม่ ติดต่ออย่างไร อันนี้ไม่ได้ถาม)
แนะนำถ้าขับรถเข้าจากปากซอยวิ่งตรงจนเจอประตูใหญ่ตรงทางเลย เข้าประตูนี้แล้วเลี้ยวซ้ายคือลานจอดรถกว้างขวาง ไม่ต้องเลี้ยวเข้าประตูด้านขวาประตูไหนเลย (คือฝั่งศาลาสวดอภิธรรม) เพราะทางจะแคบและไม่ใช่ลานจอดรถ หาที่จอดลำบาก
ห้องน้ำสะอาดมาก🙂 จุดถวายสังฆทานแยกสัดส่วนไว้เลย ตั้งแต่ 9.00...
Read moreมากราบพระพุทธรูปสวยงามในโบสถ์เก่าและโบสถ์ใหม่ หุ่นขี้ผึ้งพระอริยสงฆ์ของไทยอยู่ใต้โบสถ์ กราบรูปหล่อและติดทองอดีตเจ้าอาวาสวัด คือ รูปหล่อพระไตรสรณธัช(ฟ้าผ่า) รูปหล่อหลวงพ่อหมอ(เกริต) รูปหล่อพระครูไพศาลภัทรกิจ และ ไหว้ติดทองรูปหล่อหัวหน้ามอญผู้สร้างวัดหรือพ่อปู่ศรีชมภู ไปมาวันที่ 26/1/68 ส่วนประวัติที่หาได้จากเน็ตตามนี้ครับ ใครมีข้อมูลมากกว่านี้ก็มาแชร์กันได้นะครับ อีกเรื่องนึง คือ ตอนไปวัดเห็นเจ้าหน้าที่วัดบอกว่า พ่อปู่ศรีชมภู เป็น โหรหลวงของพระเจ้าตากสินด้วย
วัดชมภูเวก เป็น วัดมอญ สร้างในสมัยอยุธยาตอนปลายโดยชาวมอญเป็นผู้สร้าง มีโบรานสถาน กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบรานสถานเมื่อปี ๒๕๐๕ ประวัติการสร้างวัด คือ หัวหน้ามอญ กลุ่มบ้านท่าทรายไม่ทราบนามจริงของท่าน แต่ภายหลังชาวบ้านท่าทรายเรียกท่านว่า "ท่านพ่อปู่" ท่านพ่อปู่นำมอญกลุ่มที่ท่านควบคุมดูแลแยกจากมอญกลุ่มบ้านสามโคก บ้านปากเกร็ด แยกลงมาทางใต้ เมื่อมาถึงบ้านบางตลาด ส่วนหนึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากคลองบางตลาดฝั่งเหนือ และบ้านท่าทรายฝั่งใต้ อีกส่วนหนึ่งกระจายลงมาที่คลองท่าทราย ท่านพ่อปู่ได้สำรวมดูภูมิประเทศที่จะตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย เห็นว่าสถานที่บริเวณนี้(วัดชมภูเวก)เหมาะที่จะสร้างที่อยู่อาศัย ด้วยเหตุผล 3 ประการ สถานที่อยู่ในคลองไม่ไกลจากแม่น้ำเจ้าพระยามากนักประมาณ 18 เส้น (700 เมตร) สัญจรไปมาสะดวก คลองท่าทรายไม่ไกลจากบ้านบางตลาด ไปมาหากันสะดวกไม่เกินครึ่งชั่วโมง ความปลอดภัยจากศัตรูที่จะมารบกวนมีสูง เพราะอยู่ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยา ทรัพย์สมบัติ สิ่งของมีค่าที่ติดตัวมาจากเมืองมอญสามารถเก็บรักษาไว้ได้อย่างปลอดภัย
เมื่อท่านพ่อปู่และพี่น้องมอญ พิจารณาไตรตรองอย่างถี่ถ้วนดีแล้ว จึงตกลงใจพักอาศัยและสร้างบ้านเรือนจึงเกิดเป็นกลุ่มมอญ "บ้านท่าทราย" มอญเป็นชนชาติที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า มีศรัทธาในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อไปตั้งบ้านเรือนที่ใดก็จะต้องสร้างวัดขึ้นเป็นสถานที่เคารพสักการะ เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจ มอญกลุ่มที่อพยพมาพัก อยู่ ณ วัดชมภูเวก เมื่ออพยพมามีสัมภาระมากมายบรรทุกขนใส่เกวียนล้อเลื่อน แบกหาม กันมาจนถึงแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก เป็นเขตปลอดภัยจากพม่าข้าศึก ก็ได้หยุดขบวน ช้าง ม้า วัว ควาย ตั้งค่ายพักแรมอยุ่อาศัย เมื่อเข้าฤดูฝน ฝนก็ตกลงมา พวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ด้วย เหยียบย้ำดินในบริเวณนี้เป็นเวลานานๆ ดินก็ละลายไหลตามน้ำ ทำให้เห็นเนินอิฐซึ่งอยู่ใต้พื้นดินโผล่ขึ้นมา เนินอิฐที่อยู่ใต้ดินมีมาแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน มีขนาดกว้างพอประมาณ รอบๆ ฐานมีเศษอิฐหักอยุ่มากมาย ชาวมอญสันนิษฐานว่าสถานที่นี้ คงเป็นสถานที่ก่อสร้างโบราณสถานมาก่อน เรื่องนี้ ปู่จิ๋ว ซึ่งเป็นปู่ของนายเชย ปั้นทอง เล่าให้นายเชยฟัง สมัยเด็กเป็นวัดอายุ 16 ปี ปู่จิ๋วอายุเกือบ 90 ปี ดังได้กล่าวข้างต้นแล้วว่า ชาวมอญนับถือพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าจึงได้ร่วมใจกันสร้าง พระธาตุมุเตา ขึ้นบนฐานอิฐนั้น เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป พระธาตุ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตลอดจนอัฐิของผู้นำชาวมอญ เป็นสถานที่กราบไหว้บูชา ต่อมาได้สร้างเป็นวัดขึ้น ประกอบกับบริเวณนั้นเป็นป่าไม้ มีต้นยาง ต้นหว้า ต้นพิกุลขนาดใหญ่ขึ้นมากมาย โดยเฉพาะต้นลูกหว้า มีขนาดใหญ่ พื้นที่ร่มรื่น เงียบสงบ วิเวก ดังนั้นคำว่า "วัดชมภูเวก" หรือ "วัดชมพูวิเวก" เมื่อสันนิษฐานตามคำบอกเล่า ของผู้ใหญ่ในอดีต หรือสันนิษฐานตามภูมิประเทศ น่าจะตั้งชื่อวัดตามชื่อผู้สร้างคือท่านพ่อปู่ศรีชมภู บวกกับลักษณะภูมิประเทศ อาจจะตั้งตามลักษณะภูมิประเทศอย่างเดียว กล่าวคือ "ชมภู" เป็นภาษาบาลี แปลว่า ไม้หว้า "เวกหรือวิเวก" แปลว่า สงบเงียบ แต่การใช้อักษรภาษาสมัยนั้นอาจจะไม่ถูกต้อง ชมพู อาจเขียนเป็นชมภู ในกรณีที่ตั้งชื่อวัดตามลักษณะภุมิประเทศมีผู้ใหญ่บางท่านให้ความเห็นว่า "ภู" แปลว่าเนินที่สูงเป็นจอม คำนี้มีมูลมาจาก เนินของพระธาตุมุเตา ที่พบครั้งแรกเมื่อชาวมอญอพยพมาอยู่ จะอย่างไรก็ตามเพื่อเป็นที่เข้าใจตรงกัน จึงขอสรุปว่า "วัดชมภูเวก" ตั้งชื่อตามผู้สร้างบวกกับภูมิประเทศอันสงบท่านพ่อปู่ศรีชมภู ผู้นำชาวมอญ เป็นผู้ก่อสร้าง
ส่วนรูปปูนปั้นหลวงพ่อฟ้าผ่า เป็นรูปปั้นพระสงฆ์ชาวมอญ มีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก เคร่งครัดในด้านวิปัสสนาเป็นพระเถรผู้ใหญ่ที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงให้ความนับถือมาก และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของมหาชนทั่วไป เมื่อท่านมรณะภาพขณะที่ไฟพระราชทานมาถึง ฟ้าได้ผ่าลงที่ปราสาทตั้งสรีระสังขาร ไฟลุกไหม้สรีระสังขารของท่านในเวลาเดียวกัน...
Read moreวันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม 2568 ร่วมทำบุญ ถวายดอกบัว 28 ดอก หลวงพ่อวัดชมภูเวก ในอุโบสถเดิม และกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อสิริมงคล
🌸🌺🍀🌼🌸☘️🍀🌼🌸🌺🍀🍀🌸☘️ #วันทำบุญพิเศษ #วันเข้าพรรษา 🐭🐂🐅🐇🐉🐍🐎🐐🐒🐓🐕🐖 วันศุกร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๘ ค.ศ.๒๐๒๕ จ.ศ.๑๓๘๗ อธิกสุรทิน ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือนแปด (๘) ปีมะเส็ง วัสสาโนตุ (ฤดูฝน) เข้าวัด ทำบุญ ฟังเทศน์ เจริญสติ 🍁💐🍁🌸🍁🌺🍁🍁🌼🌼💐🍁⭐️🍁
พรรษา เป็นคำสันสกฤต แปลว่า ฝน หรือฤดูฝน ถ้าบาลีจะใช้คำว่า วัสสะ
คนอินเดียสมัยก่อนนับปีด้วยการนับฤดูฝน ว่าผ่านไปกี่ฝนแล้ว ดังนั้นคำว่าพรรษาจึงมีความหมายว่า“ ปี” ไปโดยปริยาย
คำว่า“เข้าพรรษา” จึงแปลได้ว่าเป็นการเข้าสู่ฤดูฝน พระพุทธเจ้าได้กำหนดพระวินัยให้พระภิกษุต้องจำอยู่กับวัด ไม่เดินทางไปไหน
ในครั้งพุทธกาล การออกจาริกโปรดสัตว์หรือออกไปหาสถานที่บำเพ็ญเพียรภาวนาเป็นกิจสำคัญของสงฆ์ แต่เมื่อถึงฤดูฝน ฤดูที่ชาวบ้านปลูกถั่วปลูกข้าว ถนนหนทางไม่ได้มีเยอะแยะเหมือนปัจจุบัน พระพุทธองค์จึงไม่ต้องการให้พระสงฆ์ออกเดินย่ำไปรบกวน ทำลายพืชพรรณธัญญาหารของชาวบ้าน
รวมไปถึงในฤดูฝนมักจะมีสัตว์เล็กสัตว์น้อยออกมาหากินตามพื้นดินจำนวนมาก การเดินเหยียบทับสัตว์เล็กสัตว์น้อยจะเป็นการผิดศีลข้อปาณาฯโดยไม่รู้ตัว รวมไปถึงความยากลำบากในการเดินทางของพระสงฆ์ในฤดูฝนที่พื้นดินเป็นโคลนเลน พระพุทธองค์จึงกำหนดพระวินัยสำคัญข้อนี้ขึ้นมา
วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญทางพระวินัยที่มีมาแต่พุทธกาลต่างกับวันสำคัญทางศาสนาอื่นๆที่คนไทยรู้จัก อาทิ วันวิสาขบูชา วันมาฆะบูชา วันอาสาหบูชา
วันเหล่านั้นลงท้ายด้วยคำว่าบูชา จึงเป็นวันที่ฆราวาสยกให้เป็นวันสำคัญของเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ในพุทธประวัติ
วันวิสาขบูชานั้นมีมาแต่โบราณหลังพุทธกาลไม่นานนัก และเป็นวันที่ชาวพุทธทั้งโลกรู้จัก ส่วนวันมาฆบูชาและวันอาสาฬหบูชานั้นถูกนับให้มีความสำคัญขึ้นในประเทศไทยในสมัยรัตนโกสินทร์นี้เอง
วันมาฆบูชาถูกกำหนดให้เป็นวันสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 4 และวันอาสาฬหบูชา ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการในปีกึ่งพุทธกาล พ.ศ.2500
ที่กล่าวว่าวันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญทางศาสนาทางพระวินัยนั้น เพราะเป็นเรื่องของพระสงฆ์โดยตรง ในการที่พระสงฆ์จะต้องเตรียมตัวอยู่กับวัด ไม่เดินทางไปค้างแรมที่ไหน การอยู่วัดนั้นเมื่ออยู่ร่วมกันนาน ๆ ก็ใช้โอกาสนี้ ร่ำเรียนถ่ายทอดความรู้ ซักถามข้อสงสัยในการปฏิบัติต่างๆ จึงต้องเตรียมเรื่องแสงสว่างยามค่ำคืนให้เพียงพอ จึงเป็นที่มาของเทียนพรรษา
แม้วันสำคัญทางศาสนานี้จะเป็นเรื่องพระวินัยของสงฆ์ แต่อุบาสกอุบาสิกก็พร้อมด้วยใจกุศลที่จะสนับสนุนกิจของสงฆ์อยู่แล้ว
วันเข้าพรรษาจึงเป็นวันที่ฆราวาสเข้าไปมีส่วนร่วมทะนุบำรุงพระศาสนาด้วย นับแต่เริ่มวันเข้าสู่พรรษา จนถึงวันออกจากพรรษา...
Read more