พระจุฑาธุชราชฐาน (ท่าวัง) พระจุฑาธุชราชฐาน ถือเป็นพระราชวังแห่งเดียวในเมืองไทยที่ตั้งอยู่บนเกาะ โดยอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะสีชัง ตรงบริเวณแหลมวัง ระยะทางจากท่าเรือมาตามถนนอัษฎางค์ถึงประตูด้านชลทัศน์สถานประมาณ 1.8 กิโลเมตร โดยด้านหน้าของพระราชฐานซึ่งเป็นด้านตะวันออกและด้านเหนือนั้นเป็นด้านที่จรดทะเล ส่วนด้านหลังจรดที่ราบสูงบนเขา
พระจุฑาธุชราชฐาน เป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นในสภาพภูมิประเทศภูเขาหินลาดชัน ตั้งอยู่ริมทะเล ค่อนข้างแห้งแล้ง แต่การออกแบบและก่อสร้างได้แสดงถึงอัจฉริยภาพในการแก้ปัญหาและข้อจำกัดต่างๆ เกิดขึ้นเป็นพระราชวัง ฤดูร้อนที่งดงามทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรม ที่เป็นตึกหนึ่งถึงสองชั้นก่ออิฐถือปูนแบบตะวันตก ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 และเรือนไม้โปร่ง สะท้อนรูปแบบสถาปัตยกรรมเมืองร้อน งานภูมิสถาปัตยกรรมที่ประกอบไปด้วยสวนที่ลัดเลาะไปตามเนินเขา มีการสรรหาพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม เข้ามาปลูกเป็นจำนวนมาก จนสร้างความร่มรื่น เขียวชอุ่มให้แก่พื้นที่ มีการใช้น้ำเป็นองค์ประกอบหลักทำให้เกิดบรรยากาศอันงดงามทั้งภาพและเสียง
พระจุฑาธุชราชฐาน มรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทย
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีการพัฒนาด้านคมนาคมทางทะเล เพราะเริ่มมีเรือกลไฟขึ้นใช้เป็นครั้งแรก ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยตามเสด็จฯ สมเด็จพระบรมชนกนารถมายังเกาะสีชังบ่อยครั้ง แต่มิได้ประทับแรมบนเกาะ โดยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดที่เกาะสีชัง และได้มีพระราชดำรัสสรรเสริญเกาะสีชังนี้ว่า “…เป็นที่ที่มีอากาศดี ผู้คนที่อยู่อาศัยบนเกาะนี้จึงมีอายุยืน เพราะมิใคร่มีโรคภัยเบียดเบียน….” จนมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ท่านยังคงเสด็จประพาสฯ เกาะสีชังพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารตามเสด็จฯ เป็นจำนวนมาก จนเมื่อ พ.ศ. 2431 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ช่วงมีพระชนมายุเพียง 3 พรรษา (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) ทรงพระประชวร แพทย์หลวงประจำพระองค์ เห็นว่าควรให้เสด็จประทันอยู่ในที่ซึ่งได้อากาศชายทะเล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ออกประทับรักษาพระองค์ที่เกาะสีชัง อยู่ที่เรือนของหลวง ซึ่งการเสด็จครั้งนี้เป็นการเสด็จโดยกะทันหัน ไม่ทันได้ปลูกสร้างพลับพลาที่ประทับ
การเริ่มต้นสิ่งก่อสร้างก่อนจะเป็น “พระจุฑาธุชราชฐาน ณ เกาะสีชัง” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการให้ก่อสร้างตึกขึ้น 3 หลังให้เป็นสถานที่สำหรับผู้ป่วยไปพักฟื้นรักษาตัว ที่เรียกว่า อาศัยสถาน (อาไศรยสฐาน) คือ ตึกวัฒนา ตึกผ่องศรี และตึกอภิรมย์ เมื่อ พ.ศ. 2434 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ (กรมหลวง นครราชสีมา) ทรงประชวรอาการหนักมากเช่นเดียวกันทั้งสองพระองค์ ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสมุทรบุรานุรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ว่าจ้างขุดบ่อขนาดใหญ่สำหรับกักเก็บน้ำฝนให้ราษฎร ใช้สอยบ่อหนึ่ง พระราชทานชื่อว่า บ่ออัษฏางค์ หลังจากที่พระอาการประชวรของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอค่อยๆ บรรเทา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีโอกาสเสด็จพระราชดำเนินประพาสในที่ต่างๆ บนเกาะสีชัง พร้อมกับการตรวจภูมิประเทศของเกาะอย่างละเอียด และทรงพระราชดำริทำนุบำรุงเกาะนี้ให้เจริญยิ่งขึ้น พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถาวรวัตถุ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย เพื่อประโยชน์สุขของราษฎรบนเกาะสีชังและผู้ที่มาพักรักษาตัวที่เกาะสีชัง ตลอดจนพ่อค้าประชาชนทั่วไป โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานอัษฎางค์ ศาลศรีชโลธรเทพ อัษฎางค์ประภาคาร เสาธงอัษฎางค์ และยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนเพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจรบนเกาะสีชังหลายสาย เช่น ถนนอัษฎางค์ ถนนวัฒนา ถนนวชิราวุธ ถนนจักรพงษ์ และถนนเสาวภา ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสวนป่า (วะนะ) พระราชทานนามว่า อัษฎางค์คะวัน
ต่อมาในปี พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกหลายแห่ง กล่าวคือ ขยายรั้วค่ายหลวงออกไป สร้างสวนภายในเขตพระราชฐานตกแต่งเนินเขาวังเป็นชั้นๆ สร้างตำหนักใหญ่น้อยอีกหลายหลัง ขุดบ่อสำหรับกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้อาบกิน ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองที่พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ ทรงอัญเชิญมาจากพุทธคยาในประเทศอินเดียไว้บนไหล่คยาศิระ แห่งยอดพระจุลจอมเกล้า เพื่อเป็นที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ย้ายวัดอัษฎางนิมิตร ไปสร้างที่เนินเขายอดพระจุลจอมเกล้าด้านทะเล เพราะเป็นที่ใกล้หมู่บ้าน...
Read moreNestled within regal surroundings, Phra Chudathut Ratchathan Palace stands as a testament to Thai architectural grandeur. The intricate details of the palace showcase a harmonious blend of traditional design and cultural richness. From the meticulously crafted exteriors to the ornate interiors, every element reflects a deep reverence for Thai heritage. A visit to this palace promises an immersive journey into the kingdom's history and an appreciation for the exquisite craftsmanship that defines its...
Read moreThis is former palace and garden for Royal family. It is now open publicly for visit and sightseeing. The layout and environment is so beautiful. You may spend time here for 1 or 2 hours, it has beach/garden/cafe and temple on the mountain top. The statue of King Rama V is on the right side after the entrance, you may pay respect to him when entering this place. One of the nice location to take photo is...
Read more