รีวิวย้อนหลัง เคยมากราบรูปหล่อหลวงปู่มี ส่วนประวัติท่านตามนี้ครับ
พระครูสุวรรณมุนี นามเดิมว่ามี เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕ ที่บ้านไร่ทอง ต.หนองขนาน อ.เมือง จ.เพชรบุรี โดยมบิดาชื่อนายมาก โยมมารดาชื่อนางบุญ เมื่ออายุได้ ๑๐ ขวบ ได้มาอยู่วัดพระทรงกับหลวงพ่อทั่ง เจ้าอาวาสวัดพระทรง แล้วบวชเล่าเรียนหนังสือขอมและไทย เมื่ออายุครบบวชอยู่ที่วัดพระทรง ท่านเป็น ผู้มีเมตตากรุณาแก่คนทั่วไป เคร่งขรึมพูดน้อยและมักน้อย แม้ท่านจะเป็นศิษย์หลวงพ่อทั่ง ซึ่งมีฝีมือทางช่างแต่ท่านกลับสนใจเรียนทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน และปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จนมีความเชี่ยวชาญในทางวิปัสสนาธุระเป็นที่เลื่องลือ
พระครูสุวรรณมุนีได้ส่งเสริมการศึกษา วัดพระทรงหรือสำนักพระสุวรรณมุนี (หลวงพ่อมี) เป็นสถานศึกษาสอนให้มีความรู้อ่านเขียนได้ ซึ่งจัดว่าเป็นความรู้ชั้นสูงในสมัยนั้น นอกจากนี้ยังให้ศึกษาภาษาบาลีมูล กัจจายน์ด้วย ชาวเพชรบุรีจึงนิยมส่งลูกหลานมาเล่าเรียนที่นี่ ในด้านการพัฒนาวัด ท่านก็เอาใจใส่ทำนุบำรุงวัดพระทรงให้เจริญก้าวหน้า โดยก่อสร้างถาวรวัตถุในวัดเพิ่มขึ้นอีกจากสมัยหลวงพ่อทั่ง เป็นต้นว่า ก่อภูเขาสร้างมณฑปประดิษฐานพระบาทจำลอง ขุดสระโบกขรณี (ใน พ.ศ. ๒๔๔๕) ก่อกำแพงวัดด้านเหนือทำซุ้มประตูวัด สร้างศาลาการเปรียญ หอไตรทั้งหมดนี้สร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๕๒ นอกจากนี้เจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) ซึ่งนับถือหลวงพ่อมีเป็นพิเศษ ท่านเจ้าคุณได้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ เพื่อบรรจุอัฐิมารดาของท่านและลูกหลานสกุลบุนนาคในเพชรบุรี โดยสร้างขึ้นด้านหลังโบสถ์ แล้วสร้างหอระฆัง ๒ หลังขนาบข้างอยู่ทางมุมซ้าย-ขวาของโบสถ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ เมื่อเจ้าพระยา สุรพันธ์ฯ ล่วงลับแล้ว บุตรธิดาก็นำอัฐิของท่าน มาบรรจุอยู่ในเจดีย์นี้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับแรกที่เพชรบุรีเสมอ ได้เคยเสด็จมาเยี่ยมท่านถึงบนกุฏิ และต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ที่พระครูสุวรรณมุนี พร้อมด้วยสัญญาบัตรพัดยศ เครื่องไทยทาน ได้แก่อาสนะ มีผ้าสักหลาดดำ ปักลายอักษร จ.ป.ร. ๑ ผืน คลุมอาสนะแก่ท่าน นอกจากนี้แล้วยังได้พระราชทานบรมสาทิศลักษณ์ (ภาพสีน้ำมัน) และพระไตรปิฎก นับเป็นเกียรติแก่วัดอย่างยิ่ง และแสดงถึงคุณธรรมของพระครูสุวรรณมุนี ที่เหมาะสมกับสมณศักดิ์นี้
แม้ว่าพระครูสุวรรณมุนีจะไม่เลื่องลือในเชิงฝีมือก็ตาม แต่ท่านก็ส่งเสริมและสนับสนุนงานช่าง จะเห็นได้จากการที่ท่านได้สร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ เพิ่มขึ้นดังที่กล่าวมาแล้วและพระภิกษุในวัดพระทรงเป็นช่างฝีมือที่มีชื่อเสียงหลายรูป เช่น พระอาจารย์เป้า ซึ่งเป็นช่างปั้น ช่างแกะสลักและช่างเขียน มีลูกศิษย์มากทั้งฆราวาสและพระภิกษุ กล่าวกันว่า ช่างแกะสลักในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นลูกศิษย์อาจารย์เป้าและครูหวน ตาลวันนา แม้แต่ขุนศรีวังยศ ก็เป็นช่างวัดพระทรง มีผลงานที่วัดนี้หลายชิ้น เช่น ธรรมาสน์หลังหนึ่งของวัดพระทรง เป็นฝีมือของอาจารย์เป้า และขุนศรีวังยศ ส่วนรูปภาพพระเวสสันดรชาดกที่ศาลาการเปรียญ เป็นฝีมือของอาจารย์เป้า เขียนเมื่อ ร.ศ. ๑๓๑
คุณธรรมและผลงานของท่าน ทำให้ท่านได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนสมณศักดิ์เป็น "พระครูสุวรรณมุนี" และได้รับความเคารพศรัทธาจากชาวเพชรบุรี ตั้งแต่เจ้าเมืองไปจนถึงชาวบ้านทั้งหลาย แม้เมื่อท่านถึงแก่มรณภาพ ศิษยานุศิษย์และผู้นับถือทั้งหลายต่างพากันรำลึกถึงคุณความดีของท่าน จึงได้ร่วมกันหล่อรูปของท่านด้วยทองสัมฤทธิ์ประดิษฐานอยู่ในศาลา ที่ประดับลวดลายปูนปั้นอย่างงดงาม อยู่ด้านหลังโบสถ์เพื่อไว้เคารพบูชา และในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๔ ของทุกปีก็จะจัดปีระลึกถึงพระคุณท่าน พระครูสุวรรณมุนี ถึงแก่มรณภาพ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒...
Read moreรูปหล่อ หลวงพ่อมี วัดพระทรง เพชรบุรี ประวัติ หลวงพ่อมี พระอาจารย์ยุคเก่า จังหวัดเพชรบุรี หลวงพ่อมี วัดพระทรง หรือ พระครูสุวรรณมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระทรง ตำบลท่าราบ อำเภอเมือง เพชรบุรี หลวงพ่อท่านมีนามเดิมว่า มี เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2385 พื้นเพท่านเป็นชาวบ้านไร่ทอง ตำบลหนองขนาน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี โยมบิดาชื่อนายมาก โยมมารดาชื่อนางบุญมี
ปี พ.ศ. 2395 หลวงพ่อมี ท่านเมื่ออายุได้ 10 ขวบเศษ โยมบิดาจึงได้นำท่านไปฝากไว้กับพระอธิการทั่งเจ้าอาวาสวัดพระทรง และได้บรรพชาเป็นสามเณร เล่าเรียนหนังสือขอมและไทย
ปี พ.ศ. 2405 หลวงพ่อมี ท่านมีอายุครบบวชพอดี ท่านจึงได้เข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดพระทรง ได้รับฉายาว่า "จนฺทสโร" แต่ไม่ปรากฏชื่อของพระอุปัชฌาย์และพระคู่สวด หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้อยู่จำพรรษาที่วัดพระทรง เพื่อศึกษาวิชาต่างๆ มาโดยตลอด ท่านมีนิสัย พูดน้อย มักน้อย เคร่งขึมสมถะ และเพียรปฏิบัติเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่ตลอดเวลา ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งมีจิตใจบริสุทธิ เกิดจิตตานุภาพขึ้นทุกขณะ และเชี่ยวชาญในทางวิปัสนาธรรมยิ่งนัก จนล่ำลือกันว่าท่านเก่ง "ทางใน" มีญาณทัศนะกำหนดรู้หรือเพ่งรู้กาลล่วงหน้าได้ถูกต้องแม่นยำ อย่างที่เรียกว่า "เจโตปริยญาณ" ทั้งนี้ก็เป็นแต่ผู้อื่นพูดยกย่องท่าน ส่วนตัวท่านไม่เคยปริปากคุยโอ้อวดแก่ผู้ไดเลย อีกทั้ง หลวงพ่อมี ยังเป็นหมอน้ำมนต์ (รักษาคนเจ็บป่วย) มีคนมารดน้ำมนต์มากจนใต้ถุนกุฏิท่านน้ำนอง มีเต่ามีปลาอาศัยอยู่ได้ตลอดปี ในกาลสมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินประทับแรม ณ พระราชมณเฑียรบนพระนครคีรี (เขาวัง) ตอนเช้าวันหนึ่งได้เสด็จประพาสชมตลาดเมืองเพชรแล้ว ก็เลยเสด็จแวะเข้าวัดพระทรง เพราะทรงทราบกิตติศัพท์ว่าหลวงพ่อมีท่านขลังทางทำน้ำมนต์มาก พอเสด็จไปถึงหลวงพ่อมีก็ ต้อนรับปฏิสันฐาน เชิญเสด็จให้ประทับบนอาสนะที่จัดรับรองไว้เรียบร้อยแล้ว โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า พระเจ้าอยู่หัว ร.5 จะเสด็จมา พระองค์จึงทรงฉงนพระทัย รับสั่งถามว่า "จัดรับรองไว้อย่างนี้ทุกวันหรือ" หลวงพ่อมี ทูลวิสัชนาว่า "เพิ่งจัดรับรองมหาบพิตรเมื่อเช้าตรู่นี้เองถวายพระพร" ซึ่งการเสด็จประพาสครั้งนั้น ไม่เคยรับสั่ง ล่วงหน้าไว้แก่ใครเลย หรือการแวะเข้าวัดพระทรงก็มิได้ทรงตั้งพระทัยไว้ก่อน
ปี พ.ศ. 2443 ด้วยคุณงามความดีของหลวงพ่อมี ที่ทำนุบำรุงพระศาสนาด้วยดีเสมอมา ท่านจึงได้รับการพระราชทานสมณศักดิ์ที่ "พระครูสุวรรณมุนี" ในคราวงานเฉลิมพระชนมพรรษาของรัชกาลที่ 5 ดังปรากฏหลักฐานประกอบไปสัญญาบัตรพัดยศและเครื่องไทยทาน ที่ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้มีทั้ง อาสนะ มีผ้าสักลาดดำปักลาย จ.ป.ร. 1 ผืน เพื่อใช้คลุมอาสนะด้วย หลวงพ่อมี นอกจากท่านจะมีชื่อเสียงในการน้ำมนต์แล้ว ท่านยังได้สร้างวัตถุมงคล เท่าที่ทราบมาจากคนเก่าๆข้างวัดพระทรง เล่าต่อกันมาว่าท่านได้สร้างเสือแกะจากเขี้ยวเสือ และพระปิดตาอีกด้วย ในส่วนของคำว่า "ตราภูมิ" นั้นคือ เป็นหนังสือของพระมหากษัตริย์ ในสมัยโบราณมักโปรดพระราชทาน คุ้มกันส่วยสาอากรให้แก่ผู้มีความชอบต่อพระองค์ สุดแล้วแต่จะโปรดเกล้าฯให้คุ้มกันอะไร แล้วตีตราแผ่นดินประทับมอบให้ จึงเรียกว่าตราภูมิคุ้มกัน และมักจะถือกันในหมู่ประชาชนว่าเป็นของขลังคุ้มกันภัยพิบัติได้ด้วย
หลวงพ่อมี ปกครองวัดเรื่อยมาจนถึงแก่มรณภาพลง เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2448 นับสิริรวมอายุได้ 63 ปี 42 พรรษา และหลังจากที่ท่านได้มรณภาพลงแล้ว ทางวัดและศิษยานุศิษย์ของท่านจึงร่วมกันหล่อพระบูชาเท่าองค์จริงของท่านในปี พ.ศ. 2451...
Read moreSituato nel cuore di Petchaburi, l'antico tempio è dove risiede Luang Po Lae. All'interno del tempio, c'è un mandapa in cui si trova una replica dell'impronta del signore Buddha. È un edificio a forma di torre con tetto in legno a 4 strati e una veranda. La struttura è un'opera di mattoni e cemento. Ci sono anche case in legno in stile tailandese che sono la dimora dei monaci. Le case hanno un seminterrato alto e una terrazza collegata. Sono decorate con opere d'arte in legno meravigliosamente realizzate che ora è diventato...
Read more