วัดเก่าแก่ขนาดไม่ใหญ่สมัยอยุธยา จากข้อมูลของกรมการศาสนาระบุว่าสร้างปีสุดท้ายในแผ่นดินพระเจ้าเสือ หรือปีแรกในพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ สันนิษฐานว่าน่าจะเคยเป็นวัดร้างมาก่อน โดยพิจารณาจากชื่อวัดโบสถ์ เพราะการตั้งชื่อวัดส่วนใหญก็จะตั้งตามชื่อของชุมชน หรือเอานามหรือสกุลของผู้สร้างมาเป็นชื่อวัด แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าได้ร้างไปตั้งแต่เมื่อใด แต่น่าจะเป็นวัดร้างมานานมาก จนไม่มีใครทราบชื่อเดิมและเหลือเพียงโบสถ์หลังเดียว จึงตั้งชื่อว่าวัดโบสถ์ ตั้งอยู่ริมคลองสามเสนบนถนนสามเสนเยื้องวังสุโขทัย ทางเข้าอยู่เชิงสะพานข้างโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดโบสถ์) เมื่อเข้าวัดทางซ้ายจะเห็นอุโบสถใหม่ยกสูงสองชั้น เป็นแบบขนบเดิมมีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ตั้งอยู่ริมคลองหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีพระพุทธชินราชจำลองเป็นพระประธาน มีพระอัครสาวกยืนสองข้าง ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ทางขวามือเข้าไปมีพระอุโบสถเก่า เป็นแบบพระราชนิยมสมัยรัชกาลที่ 3 ช่อฟ้าหางหงส์เป็นเศียรนาค ไม่มีใบระกา หน้าบันมีลายปูนปั้น มีพาลัยทั้งด้านหน้าและหลัง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ใบเสมาหินทรายแดงคู่อยู่ในซุ้มโค้ง สอดคล้องกับเรื่องเล่าที่ว่า พระประธานในพระอุโบสถเก่ามีชื่อว่า หลวงพ่อสุขเกษมสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ในสมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดินจะทรงสร้างพระพุทธรูปแล้วบรรทุกใส่แพซุงแล้วล่องลงมา หากผ่านวัดใดริมน้ำวัดใดที่ยังไม่มีพระพุทธรูปหรือไม่มีพระประธานก็ให้ถวายแก่วัดนั้น วัดโบสถ์นี้ผมสันนิษฐานว่าเป็นพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงสร้างถวายกุศลแด่พระราชบิดาคือพระเจ้าเสือ เพราะสร้างในปีพลัดแผ่นดินพอดี ถือเป็นพระอารามหลวงจึงมีใบเสมาคู่ ส่วนแพซุงก็นำมาปูเรียงกันก่อน แล้วจึงก่อสร้างพระอุโบสถทับบนแพซุงอีกทีหนึ่งเพื่อกันทรุด ฐานพระอุโบสถเก่าจึงโค้งสำเภาแบบนิยมสมัยอยุธยาตอนปลาย ส่วนเครื่องบนไม้คงผุพังไปและได้ปฏิสังขรณ์สมัยรัชกาลที่ 3 นอกจากหลวงพ่อสุขเกษม พระประธานปางสมาธิ บนฐานชุกชีใหญ่ ด้านหน้ามีพระพุทธรูปถือตาลปัตร ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน ผมคิดว่าเป็นพระศรีอริยเมตรัย แต่มีการเพิ่มพระเกศโมลีในภายหลัง สองข้างมีพระทรงเครื่องปางมารวิชัย ทางด้านหลังมีพระนั่งและยืน 2 แถวๆละ 3 องค์ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตามขนบ คือด้านหลังพระประธานเป็นภาพไตรภูมิ ฝั่งตรงข้ามเป็นภาพมารผจญ สองข้างเหนือหน้าต่างเป็นภาพเทพชุมนุม ระหว่างหน้าต่างเป็นภาพทศชาดก แต่เสียหายเพราะความชื้นไปมาก ส่วนอื่นยังคงสมบูรณ์สวยงาม ผมดูว่าน่าจะมีบูรณะโดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท สมัยรัชกาลที่ 5 พระอธิการเนียม(เจ้าอาวาส) ได้ดำเนินการสร้างและปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญและหอระฆัง ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างพระอุโบสถเก่าและใหม่ และสร้างพระเจดีย์ขึ้นใหม่องค์หนึ่ง (ปัจจุบันได้ล้มและรื้อทิ้งไปแล้ว) หน้าพระอุโบสถเก่ามีเจดีย์องค์หนึ่ง เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ชั้นเรือนธาตุมีซุ้มจรนัมสี่ทิศ น่าจะสร้างพร้อมพระอุโบสถยังสภาพสมบูรณ์ เมื่อเดือนก่อนผมได้มาไหว้พระเก้าวัดแถบเทเวศร์บางขุนพรหม วันนี้ผมมาไหว้พระต่อแถบสามเสน เริ่มจากวัดเทวราชกุญชร วัดราชาธิวาส วัดราชผาติการาม และวัดประสาทบุญญาวาส ก่อนมาวัดโบสถ์ (สามเสน) แล้วจะไปต่อวัดสวัสดิ์วารี (วัดแค...
Read moreมากราบพระพุทธรูปหรือที่เรียกว่าหลวงพ่อสุขเกษม อยู่ในโบสถ์เก่า ไปมาวันที่ 26/1/68 ส่วนประวัติที่หาข้อมูลได้ก็ตามนี้ครับ
วัดโบสถ์สามเสนเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จากเรื่องเล่าที่ว่า พระพุทธรูปในอุโบสถหลังเดิมมีชื่อว่า หลวงพ่อสุขเกษม สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ในสมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดินจะทรงสร้างพระพุทธรูปแล้วบรรทุกใส่แพซุง โดยใช้ไม้ซุงเป็นร้อยมัดเข้าด้วยกันทำเป็นแพ นำพระพุทธรูปประดิษฐานบนแพนั้นแล้วล่องลงมา หากผ่านวัดริมน้ำวัดใดที่ยังไม่มีพระพุทธรูปหรือไม่มีพระประธานก็ให้ถวายแก่วัดนั้น จนเมื่อถวายหลวงพ่อสุขเกษมไว้ที่ตำบลสามเสนแล้ว แพซุงที่เหลือจึงให้ถวายวัดทำเป็นเสาเข็มสำหรับสร้างอุโบสถด้วย ในการก่อสร้างจึงนำไม้ซุงมาปูเรียงกันก่อน แล้วจึงก่อสร้างอุโบสถทับบนแพซุงอีกทีหนึ่งเพื่อกันทรุด
จากข้อมูลของกรมการศาสนาระบุว่าสร้างปี พ.ศ. 2251 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2271 สันนิษฐานว่าน่าจะเคยเป็นวัดร้างมาก่อน โดยพิจารณาจากชื่อ "วัดโบสถ์" เพราะหลักของการตั้งชื่อวัดนั้น ส่วนใหญ่ก็จะตั้งตามชื่อของชุมชน หรือเอานามหรือสกุลของผู้สร้างมาเป็นชื่อของวัด ดังนั้น วัดโบสถ์สามเสนจึงควรจะชื่อว่า วัดสามเสน หรือ วัดคลองสามเสน ตามชื่อของชุมชน แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าได้ร้างไปเพราะสาเหตุใดและร้างไปตั้งแต่เมื่อใด แต่น่าจะเป็นวัดร้างมานานมาก จนไม่มีใครทราบชื่อเดิมและเหลือเพียงโบสถ์หลังเดียว จึงตั้งชื่อขึ้นว่า "วัดโบสถ์" มีหลักฐานบางแห่งบันทึกว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทได้เสด็จมาทรงบูรณะวัดโบสถ์สามเสน แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันได้ว่าในครั้งนั้นมีพระภิกษุจําพรรษาอยู่หรือไม่ สันนิษฐานว่า ในครั้งนั้นน่าจะยังเป็นวัดกึ่งร้าง คือมีพระสงฆ์มาพักอาศัยไม่แน่นอน ความเป็นอยู่คงยากลําบากเพราะห่างไกลจากพระนคร ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการฟื้นฟูสภาพวัดขึ้นใหม่ พ.ศ. 2448 (ร.ศ. 124) พระอธิการเนียม (เจ้าอาวาส) ได้ดำเนินการสร้างและปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่าง ๆ ภายในวัด โดยสร้างกุฏิขึ้นใหม่ บูรณะหอฉันและกุฏิเก่าที่ชํารุดทรุดโทรม และสร้างพระเจดีย์ขึ้นใหม่องค์หนึ่ง (ปัจจุบันได้ล้มและถูกรื้อทิ้งไปแล้ว) ต่อมา พ.ศ. 2450 (ร.ศ. 126) ได้มีการปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ หอระฆัง กุฏิ และสร้างถนนเชื่อมกุฏิกับศาลาการเปรียญ การบูรณะทั้งสองครั้งมาจากการบริจาคร่วมกันของเจ้าอาวาส พระสงฆ์ และฆราวาส เช่น สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภัทรายุวดี นายร้อยโทคิด สมเด็จพระวันรัต พระสรรพการ (เชย สรรพการ) เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของที่ดิน และชาวบ้านที่ตั้งบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงกับวัด วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2531
รายนามเจ้าอาวาส 1.พระอธิการเฮง 2.พระอธิการชื่น 3.พระมหาทองหล่อ 4.พระครูศรีปัญญาวิมล ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส พ.ศ. 2516 –2551 5.พระครูสมณกิจธำรง ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส พ.ศ. 2552–2562 6.พระมหานคร จิตตโสภโณ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส...
Read moreวัดโบสถ์สามเสนเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จากเรื่องเล่าที่ว่า พระพุทธรูปในอุโบสถหลังเดิมมีชื่อว่า หลวงพ่อสุขเกษม สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ในสมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดินจะทรงสร้างพระพุทธรูปแล้วบรรทุกใส่แพซุง โดยใช้ไม้ซุงเป็นร้อยมัดเข้าด้วยกันทำเป็นแพ นำพระพุทธรูปประดิษฐานบนแพนั้นแล้วล่องลงมา หากผ่านวัดริมน้ำวัดใดที่ยังไม่มีพระพุทธรูปหรือไม่มีพระประธานก็ให้ถวายแก่วัดนั้น จนเมื่อถวายหลวงพ่อสุขเกษมไว้ที่ตำบลสามเสนแล้ว แพซุงที่เหลือจึงให้ถวายวัดทำเป็นเสาเข็มสำหรับสร้างอุโบสถด้วย ในการก่อสร้างจึงนำไม้ซุงมาปูเรียงกันก่อน แล้วจึงก่อสร้างอุโบสถทับบนแพซุงอีกทีหนึ่งเพื่อกันทรุด[1]
จากข้อมูลของกรมการศาสนาระบุว่าสร้างปี พ.ศ. 2251 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2271 สันนิษฐานว่าน่าจะเคยเป็นวัดร้างมาก่อน โดยพิจารณาจากชื่อ "วัดโบสถ์" เพราะหลักของการตั้งชื่อวัดนั้น ส่วนใหญ่ก็จะตั้งตามชื่อของชุมชน หรือเอานามหรือสกุลของผู้สร้างมาเป็นชื่อของวัด ดังนั้น วัดโบสถ์สามเสนจึงควรจะชื่อว่า วัดสามเสน หรือ วัดคลองสามเสน ตามชื่อของชุมชน แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าได้ร้างไปเพราะสาเหตุใดและร้างไปตั้งแต่เมื่อใด แต่น่าจะเป็นวัดร้างมานานมาก จนไม่มีใครทราบชื่อเดิมและเหลือเพียงโบสถ์หลังเดียว จึงตั้งชื่อขึ้นว่า "วัดโบสถ์" มีหลักฐานบางแห่งบันทึกว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทได้เสด็จมาทรงบูรณะวัดโบสถ์สามเสน แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันได้ว่าในครั้งนั้นมีพระภิกษุจําพรรษาอยู่หรือไม่ สันนิษฐานว่า ในครั้งนั้นน่าจะยังเป็นวัดกึ่งร้าง คือมีพระสงฆ์มาพักอาศัยไม่แน่นอน ความเป็นอยู่คงยากลําบากเพราะห่างไกลจากพระนคร
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการฟื้นฟูสภาพวัดขึ้นใหม่ พ.ศ. 2448 (ร.ศ. 124) พระอธิการเนียม (เจ้าอาวาส) ได้ดำเนินการสร้างและปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่าง ๆ ภายในวัด โดยสร้างกุฏิขึ้นใหม่ บูรณะหอฉันและกุฏิเก่าที่ชํารุดทรุดโทรม และสร้างพระเจดีย์ขึ้นใหม่องค์หนึ่ง (ปัจจุบันได้ล้มและถูกรื้อทิ้งไปแล้ว) ต่อมา พ.ศ. 2450 (ร.ศ. 126) ได้มีการปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ หอระฆัง กุฏิ และสร้างถนนเชื่อมกุฏิกับศาลาการเปรียญ การบูรณะทั้งสองครั้งมาจากการบริจาคร่วมกันของเจ้าอาวาส พระสงฆ์ และฆราวาส เช่น สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภัทรายุวดี นายร้อยโทคิด สมเด็จพระวันรัต พระสรรพการ (เชย สรรพการ) เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของที่ดิน และชาวบ้านที่ตั้งบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงกับวัด[2] วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังเมื่อวันที่ 27...
Read more