พระอารามหลวงขนาดใหญ่พอควร สร้างเมื่อต้นสมัยรัชกาลที่ 3 พระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) ต้นสกุลภมรมนตรี ได้ยกบ้านเดิมของท่านให้สร้างเป็นวัด และนำความน้อมเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 3 ได้ทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวง พร้อมกับพระราชทานนามว่าวัดคฤหบดี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่ และได้พระราชทานตราประจำรัชกาลประดิษฐานไว้จนกระทั้งบัดนี้ วัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ท้ายซอยจรัญสนิทวงศ์ 42 หรือเข้าจากซอยอรุณอมรินทร์ 55 เลี้ยวซ้ายเข้าซอยแรกถึงสามแยกเลี้ยวขวาไป วัดจะอยู่ขวามือ มีลานจอดรถหน้าวัด จะเห็นพระอุโบสถคู่พระวิหารตั้งอยู่หลังกำแพงแก้ว ข้างซ้ายเป็นพระอุโบสถเป็นแบบพระราชนิยมสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ หน้าบันประดับกระเบื้องเคลือบเป็นรูปดอกพุดตาน หันหน้าไปทิศตะวันออกสู่แม่น้ำ เสารับชายคาสี่เหลี่ยม มีระเบียงรอบ ด้านในมีพระแซกคำ (แทรกคำ) พระพุทธรูปเนื้อทองคำโบราณ ปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสน หน้าตักกว้าง 18 นิ้ว เป็นพระประธานประดิษฐานอยู่บนบุษบก พร้อมพระอัครสาวกนั่งสองข้าง เป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งของอาณาจักรล้านนา ตำนานเล่าว่าสร้างโดยพระนางจามเทวี พระเจ้าไชยเชษฐากษัตริย์ลาว ได้อัญเชิญพร้อมพระแก้วมรกต ไปอยู่ที่เวียงจันทร์ เมื่อเจ้าพระยาบดินทร์เดชาไปปราบเวียงจันทน์ได้ชัยชนะ จึงอัญเชิญพระแซกคำกลับไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 พระองค์ได้พระราชทานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ มีใบเสมาอยู่ในซุ้มจตุรมุข หน้าบันปูนปั้นลายดอกพุดตานยอดเจดีย์ 8 ทิศ ข้างขวาเป็นพระวิหารมีลักษณะและขนาดเดียวกับพระอุโบสถ แต่หน้าบันเป็นลายพฤกษา มีพระปางมารวิชัยเป็นพระประธาน มีพระยืนปางห้ามสมุทรสองข้าง ด้านหน้ามีพระยืนปางอุ้มบาตร หน้าพระวิหารมีรูปหล่อยืนพระนางจามเทวี ซุ้มประตูกำแพงแก้วหน้าพระวิหาร มีปูนปั้นรูปพญานาคสามเศียร หน้าบันมีตราประจำรัชกาลที่ 5 ส่วนประตูหน้าพระอุโบสถกำลังบูรณะ ตรงกลางมีพระวิหารจตุรมุข เป็นที่ประดิษฐานพระแซกคำจำลองและรูปหล่ออดีตเจ้าอาวาส ข้างซ้ายมีรูปหล่อยืนพระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) ผู้สร้างวัด ข้างหน้ามีเจดีย์ทรงเครื่องฐานย่อมุมไม้ยี่สิบสีขาวยอดสีทอง มีฐานประทักษิณแปดเหลี่ยม เป็นที่บรรจุอัฐิตระกูลชุมสาย ณ อยุธยา และภมรมนตรี ข้างหน้าเจดีย์มีรูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) องค์ใหญ่สีดำ ด้านซ้ายมือมีรูปหล่อยืนพระอรหันต์ 3 องค์ คือพระอุปคุต พระสีวลีและพระสังกัจจายน์ องค์ใหญ่สีทอง ถัดไปริมแม่น้ำมีพระบรมธาตุเจดีย์ สูง 21 เมตร ทรงพระสถูปพุทธคยา ยอดเป็นรูปจำลองของผอบที่บริเวณอันเคยเป็นที่ตั้งเมืองกบิลพัสดุ์ บนฝาผอบมีจารึกระบุว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุในส่วนแบ่งของราชวงศ์ศากยะ ถือว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่มีลายลักษณ์อักษรอย่างแน่ชัดเพียงแห่งเดียวในโลก พระบรมสารีริกธาตุส่วนใหญ่ถูกอัญเชิญไว้บนบรมบรรพต (ภูเขาทอง) และมีหนึ่งองค์ได้บรรจุอยู่ที่นี้ ที่ท่าน้ำของวัดจะเห็นวัดเทวราชกุญชรอยู่ฝั่งตรงข้าม มีเรือข้ามฝากไปท่าน้ำเทเวศร์ได้ เมื่อ 3 เดือนก่อนผมมาไหว้พระแถบบางยี่ขัน ทางสะพานพระปิ่นเกล้า วันนี้ผมมาไหว้พระแถบบางยี่ขันต่อทางสะพานธนบุรี เริ่มจากวัดสวนสวรรค์ก่อนมาวัดคฤหบดี ...
Read moreมากราบสักการะพระแซกคำ ที่วัดคฤหบดี พระแซกคำเป็นพระพุทธรูปที่มีชาวบ้านให้ความเลื่อมใส มีความศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่าผู้ใดมีความทุกร้อนก็มักไปกราบไหว้บนบานสานกล่าว เป็นพระพุทธรูปที่มีอายุยาวนานดังตำนานของทางวัดได้กล่าวว่า
เมื่อประมาณปี 2500 พระญาณรังษี อดีตเจ้าอาวาสวัดคฤหบดี ในขณะนั้นมีสมณศักดิ์เป็น พระครูธรรมาภิรมย์ ได้ปรารภถึงหลวงพ่อแซกคำว่า ผู้ใดเป็นผู้สร้างกันแน่ ด้วยพระพุทธรูปมาจากเวียงจันทน์ มีอายุราว 900 ปี ในสมัยสุโขทัยตอนปลายถึงสมัยพระนางจามเทวีสร้างเมืองหริภุญชัย ทั้งนี้ พระนางจามเทวี พระธิดาของกษัตริย์แห่งอาณาจักรลาวปุระ ได้ไปเป็นนางกษัตริย์ครองเมืองหริภุญชัย จากการที่ห่างบ้านเมืองมาทำให้พระนางรำลึกถึงพระคุณแม่พระชนกชนนี พระนางจึงมีพระราชประสงค์จะสร้างพระพุทธรูป 3 องค์ คือ พระเสริม พระสุก พระใส รุ่งขึ้นเช้า พระนางเสด็จพระราชดำเนินมายังมณฑลพิธี เพื่อทรงเปิดงานสมโภช ขณะกำลังนมัสการพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์อยู่นั้น พลันปรากฏพระพุทธรูปทององค์หนึ่งลอยมาจากอากาศ ลงมายังบริเวณมณฑลพิธีเข้าประดิษฐานแทรกอยู่ท่ามกลางพระพุทธรูปทั้ง 3 พระองค์
พระพุทธรูปทององค์นี้ถูกต้องตามตำรามหาปุริสลักษณะและสวยงามมาก เมื่อมาแสดงปาฏิหาริย์ปรากฏต่อพระพักตร์พระนางจามเทวีและชนทั้งหลาย ณ มหาสโมสรนั้น พระนางก็ทรงโสมนัส ให้มีพิธีสมโภชพระพุทธรูปทั้ง 4 องค์ด้วยเหตุที่พระพุทธรูปที่ลอยมาจากเบื้องนภากาศ และเข้าประดิษฐานแทรกอยู่กลางพระพุทธรูปอีก 3 องค์ จึงพระราชทานนามว่า “พระแซก” แต่เนื่องจากเป็นทองจึงมีชื่อต่อว่า คำ เป็นนามว่า พระแซกคำ ซึ่งเป็นชื่อเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ตลอดมา
พระแซกคำ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่เป็นที่เคารพบูชาและเป็นพระพุทธรูปที่ประวัติเกี่ยว ข้องกับพระแก้วมรกตมาตลอด เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชอัญเชิญพระแก้วมรกตมาจากนครเชียงใหญ่ กลับไปยังล้านช้าง ซึ่งตรงกับช่วงกลางสมัยกรุงศรีอยุธยา ทรงประดิษฐานพระแก้วมรกตไว้คู่กับพระแซกคำองค์นี้ ต่อมาเมื่อทรงย้ายพระราชธานีจากหลวงพระบางลงมายังเวียงจันทน์ ก็โปรดให้เชิญพระแก้วมรกต พระบางและพระแซกคำ ลงไปประดิษฐาน ณ ราชธานีใหม่ด้วย พระแซกคำจึงนับเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญองค์หนึ่งยิ่ง
ในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ไปทำศึกเวียงจันทน์ ได้อัญเชิญพระแซกคำกลับมาถวายสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้ประดิษฐานไว้ที่ฐานชุกชีที่วัดอรุณราชวราราม ต่อมา พระยาราชมนตรี (ภู่) ต้นสกุลภมรมนตรี ซึ่งเป็นข้าราชบริพารเก่าแก่มาตั้งแต่ครั้งยังทรงกรม สร้างวัดคฤหบดีขึ้นน้อมถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ...
Read moreอยากมากราบไหว้ขอพระแซกคำ เสียดายที่วิหารปิดซ่อมโดยกรมศิลปกร จึงได้แค่กราบขอพรองค์จำลองด้านหน้า และยิ่งหนักท่าเรือข้ามฝากไม่เปิดเลยไม่สามารถข้ามไปฝั่งเทเวศน์ได้ แต่ทางวัดก็ยังเปิดให้เข้าไปกราบพระวิหารหลวง พระพุทธปชานาถ ครับ วิหารสวยและได้กราบพระนางจามเทวี โดยไม่ไปถึงลำพูน
วัดคฤหบดี ตั้งอยู่ที่ ซอยจรัญสนิทวงศ์ 44 เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เป็นวัดที่พระยาราชมนตรี (ภู่ ภมรมนตรี) ต้นสกุลภมรมนตรี เป็นผู้สร้างในปี พ.ศ. 2367 และมี“หลวงพ่อพระพุทธแซกคำ” ประดิษฐานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำอาราม ที่มาที่ไป มีเกล็ดตำนานว่า พระพุทธรูปองค์นี้ เคยพระคู่บ้านคู่เมืองในสมัยอาณาจักรล้านนา ในรัชสมัย สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช พระมหากษัตริย์ 2 แผ่นดิน หลวงพระบาง กับ เชียงใหม่ ซึ่งพระองค์ ได้อัญเชิญ พระพุทธรูปสำคัญ 3 องค์ พระแก้วมรกต พระพุทธแซกคำ และ พระบาง ประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง จนเมื่อมีการ ย้ายราชธานี เพื่อตั้งรับต่อสู้กับ พระเจ้าบุเรงนอง แห่ง ราชอาณาจักรหงสาวดี จาก หลวงพระบางสู่ เวียงจันทน์ ทำให้มีการประดิษฐานพรัพุทธรูปทั้ง 3 องค์ อยู่ยาวนานถึง 269 ปี ภายหลังเหตุการณ์ เจ้าพระยาบดินทรเดชา ยกทัพปราบกบฏ เจ้าอนุวงศ์ อย่างราบคาบ ในช่วงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้ทำการอัญเชิญ พระพุทธแซกคำ กลับลงมาพระนคร รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานพระพุทธแซกคำให้มาเป็นพระประธานสถิตประดิษฐานในพระอุโบสถ พระอารามหลวงวัดคฤหบดี เป็นศรีสง่าแก่พระอารามนับตั้งแต่พุทธศักราช 2369 มาจนถึงทุกวันนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดคฤหบดีครั้งใหญ่ ทำให้อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มีสภาพถาวรมั่นคงเป็นที่พอพระราชหฤทัย...
Read more