รีวิวย้อนหลังเคยมากราบรูปหล่อหลวงปู่ไข่หลายปีแล้ว ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่เอี่ยมวัดปากลัด สมุทรสงคราม หลวงปู่ไข่ท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ส่วนประวัติก็ตามนี้ครับ
วัดบพิตรพิมุขวรวิหาร เดิมมีชื่อว่า วัดเชิงเลน หรือ วัดตีนเลน มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ประมาณ พ.ศ.2328 สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) พระราชนัดดา ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่แล้วถวายเป็นพระอารามหลวงแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ได้ทรงพระราชทานนามวัดนี้ว่า "วัดบพิตรพิมุข" เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่กรมพระราชวังบวรสถานพิมุขพระองค์นี้
หลวงปู่ไข่ ท่านเป็นบุตรของนายกล่อม และ นางบัว จันทร์สัมฤทธิ์ เกิดที่ตำบลท่าไข่ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2402 อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2422 ที่วัดลัดด่าน อำเภอแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมีพระสนิทสมณคุณ (เนตร) เจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เอี่ยม วัดลัดด่าน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ภู่ วัดบางกะพ้อม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ท่านเป็นพระปฏิบัติสมถกรรมฐาน ซึ่งโบราณเรียกว่าพระรุกขมูล คือท่องจาริกไปอาศัยตามโคนไม้ในป่า มุ่งแสวงหาความหลุดพ้นท่านมีอุปนิสัยพูดน้อย เคร่งขรึม รักสันโดษ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ประพฤติตนตามพุทธบัญญัติทุกประการ เมื่อมีเวลาว่างท่านก็จะสร้างพระเครื่องตะกรุด ธง และเหรียญออกแจกจ่ายแก่บรรดาลูกศิษย์ ท่านได้มาจำพรรษาอยู่ที่กรุงเทพ ณ วัดเชิงเลน (วัดบพิตรพิมุขวรวิหาร) ได้ทำการสอนพระกรรมฐานแก่บรรพชิตและฆราวาส ช่วยอนุเคราะห์แก่ผู้ที่เจ็บไข้ได้ทุกข์ บริจาคทรัพย์ส่วนตัวของท่าน ให้ และชักชวนสานุศิษย์มาร่วมทำบุญกับท่าน เช่น การสร้างพระพุทธปฏิมากร และบูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปของเก่าที่ชำรุดหักพังให้ดีขึ้นมาก สร้างพระไตรปิฎกโดยท่านลงมือจารใบลาน ด้วยตนเองด้วย ให้ช่างทำขึ้นบ้าง ครั้นถึงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2475 ก็ถึงแก่มรณภาพ สิริรวมอายุได้ 72 ปี...
Read moreวัดบพิตรพิมุขวรวิหาร เป็น พระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดวรวิหาร สังกัด มหานิกาย เดิมมีชื่อว่า วัดเชิงเลนหรือวัดตีนเลน มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลมหาราช สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ พระราชนัดดา ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่แล้วถวายเป็นพระอารามหลวงแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ได้ทรงพระราชทานนามวัดนี้ว่า "วัดบพิตรพิมุข" เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่กรมพระราชวังบวรสถานพิมุขพระองค์นี้
จุดสักการะของวัดนี้ พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ไม่ปรากฏพระนาม ประดิษฐานบนฐานที่ตั้งอยู่บนชุกชีเดียวกันกับพระอัครสาวก พระพุทธรูปสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นพร้อมพระอุโบสถ พุทธลักษณะงดงามอย่างศิลปอยุธยา บางท่านเรียกว่า “อยุธยาหน้าหนุ่ม” หรือ “อยุธยาหน้านาง” พระพุทธรูปในพระวิหาร มี ๖ องค์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ศิลปะรัตนโกสินทร์ประดิษฐานบนแท่นชุกชีเดียวกัน แต่พุทธลักษณะต่างกัน สันนิษฐานว่าไม่ได้สร้างพร้อมกัน พระพุทธรูปศิลาปางสมาธิสมัยทวาราวดี (พระพุทธศิลาอู่ทอง) พระประธานในพระวิหาร เป็น พระพุทธรูปศิลาทราย(องค์กลาง ด้านหลัง) พระพุทธบพิตรมงคล(หลวงพ่อยิ้ม) องค์เล็ก ตรงกลางด้านหน้าสุดในวิหาร พระพุทธรูปหินหยกขาว อยู่ด้านล่างของหอสมุดประชาชน ด้านหลังวัด วิหารหลวงปู่ไข่ อยู่ด้านหลังของพระอุโบสถ รูปเหมือนท้าวเวสสุวัณและพญายมราช ประดิษฐานบริเวณริมคลองด้านหลังวัด หลวงปู่ไข่ อินทสโร เป็นพระคณาจารย์ผู้เปี่ยมด้วยพุทธาคม มีความสามารถสูงในทางวิปัสสนากรรมฐานเจริญพระกรรมฐานเป็นอารมณ์จนสามารถรู้เห็นเหตุการณ์ได้ล่วงหน้าและท่านยังมีชื่อเสียงทางเทศนามหาชาติ ท่านยังมีความสามารถทางแพทย์แผนโบราณอีกด้วย ศิษย์ของท่านมีทั้งไทย จีน และแขกซิกซ์เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยมักจะมาหาท่านให้ช่วยรักษา ซึ่งท่านก็จะช่วยรักษาทุกครั้ง ไม่เคยแบ่งแยกชาติ ศาสนา เชื้อตระกูล...
Read moreหลายคนอาจจะเคยสงสัยว่า เหตุใด บนศาลาการเปรียญ วัดบพิตรพิมุข ถึงมีตราอาร์ม ในสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๕ และตราพระราชลัญจกรพระมหาพิชัยมงกุฏอยู่บนพาน มีราชสีห์ถวายพุ่มกระหนาบอยู่สองข้าง ไม้แกะสลักติดอยู่ไว้ บนศาลาฯ ด้วยเพราะวัดแห่งนี้ ในอดีตช่วงสมัย หม่อมเจ้าพระญาณวราภรณ์ พระนามเดิม หม่อมเจ้ารอง (พ.ศ. 2359 - 15 มิถุนายน พ.ศ. 2422) เป็นพระราชาคณะ และอดีตเจ้าอาวาสวัดบพิตรพิมุขวรวิหาร ... ช่วงเวลานี้ ร.๕ เสด็จมาในช่วงยุคแรกหลังครองราช เริ่มจากเสด็จกฐินพระราชทาน แล้วพระองค์ ทรงโปรดวัดฯ แล้วเสด็จมาหลายครั้ง และถวายพระกฐินหลายปี ที่พระองค์เสด็จมาด้วยพระองค์เอง โดยพระองค์ได้สร้างพลับพลา ให้แก่วัด ซึ่งปัจจุบัน อยู่ด้านริมคลองโอ่งอ่าง โดยพลับพลานั้นได้มีการติดตราอาร์มและตราพระราชลัญจกร ไว้ ซึ่งด้วยท่านเจ้าอาวาส เกรงต่อความเสียหายในกาลเวลา และอาจเสียหาย จึงได้ถอดลงมาไว้ ที่ ศาลาการเปรียญ เพื่อให้เราได้เห็นถึงความงดงาม และประวัติศาสตร์ของวัด กับรัชกาลที่ ๕
หากข้อมูลนี้คลาดเคลื่อน หรือ ไม่ถูกต้อง โปรดให้คำแนะนำเพิ่มเติม เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ ...
Read more