Discover the timeless beauty and historical significance of Wat Kanlayanamit Woramahawihan, a second-class royal temple in Thon Buri. Established in 1825 during King Rama III's reign, this revered temple stands majestically on the banks of the Chao Phraya River, at the mouth of Khlong Bangkok Yai.
Originally built by Chao Phraya Nikhon Bodin (To Kalayanamit), who donated his house and land for the temple, Wat Kanlayanamit was named by the King in honor of its founder. The temple is renowned for its grand Wihan and the principal Buddha image, Phra Phuttha Trai Rattananayok (Luangpho To), also known as Sam Po Hut Kong among the Chinese community. This stucco Buddha image, depicting the subduing Mara posture, measures an impressive 10 meters across and 14 meters high.
Visitors to Wat Kanlayanamit often come to pray and make wishes, believing in the powerful spiritual presence of the temple and its sacred Buddha image. The temple's serene atmosphere and historical grandeur offer a profound space for reflection and devotion.
The temple also features the largest giant bell in Thailand, housed in a newly built bell tower situated between the small Wihan and the Ubosot. Inside the Ubosot, you'll find a unique Buddha image in the Palilai posture, making Wat Kanlayanamit the only temple in Thailand with this distinctive representation. The Ubosot is adorned with murals illustrating the life of the Buddha and the era of King Rama III.
Additionally, the temple houses the Ho Phra Tham Monthian Thaloeng Phrakiat, a Buddhist library preserving Pali scriptures from the reign of King Rama IV. Wat Kanlayanamit Woramahawihan is not just a place of worship but a treasure trove of history and culture, reflecting the rich heritage of Thailand and offering a sacred space for those seeking spiritual...
Read moreI’ve visited Bangkok a few times, but I had never actually stopped at Wat Kanlayanamit Woramahawihan despite passing it many times during boat rides on the Chao Phraya River. This time, we decided to set aside the time and explore it properly and I’m really glad we did. The temple has a peaceful but active feel, and there’s quite a lot to take in across the grounds.
It was fairly crowded when we visited in the late afternoon, but it didn’t take away from the experience. One of the standout features is the towering seated Buddha inside the main hall it’s incredibly impressive up close. Near the entrance, you’re also greeted by striking and colorful yaksha (guardian warrior) statues, which give the temple a strong visual identity and make for great photos.
Wat Kanlayanamit is a royal temple dating back to the 1800s and holds a special place in Thai culture. It is known for blending Chinese and Thai architectural elements, and it’s home to one of the largest bronze Buddha images in Bangkok.
If you’re exploring along the river, this is definitely worth adding to your list. It may not be as famous as Wat Arun or Wat Pho, but it has its own charm and character that really leaves...
Read moreวันพุธที่ 25 ธ.ค. 2567 วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เขตธนบุรี กรุงเทพฯ
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี บริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ฝั่งใต้ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร
เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ต้นสกุลกัลยาณมิตร ว่าที่สมุหนายก ได้อุทิศบ้านและที่ดินบริเวณใกล้เคียง ซึ่งแต่เดิมเป็นหมู่บ้านที่มีภิกษุจีนพำนักอยู่ และเรียกกันต่อมาว่า "หมู่บ้านกุฎีจีน" สร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2368 และน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง ร.3 พระราชทานนามว่า "วัดกัลยาณมิตร" และทรงสร้างพระวิหารหลวงและพระประธานพระราชทาน เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ชื่อ "พระพุทธไตรรัตนนายก" หรือ "หลวงพ่อโต" ด้วยมีพระประสงค์จะให้เหมือนกรุงเก่า คือมีพระโตอยู่นอกกำแพงเมืองอย่างเช่น วัดพนัญเชิงวรวิหาร
📍หน้าวิหารหลวงเป็น "หอระฆัง" ที่เพิ่งสร้างใหม่ เก็บระฆังยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดของไทย
📍พระวิหารหลวง เริ่มสร้างในปี พ.ศ.2380 โดย ร.3 ทรงพระราชทานช่วยเจ้าพระยานิกรบดินทร์สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ นับเป็นอาคารเครื่องไม้มุงกระเบื้องที่ใหญ่เเละสูงที่สุดในกรุงเทพมหานคร มีการสร้างมุขลดทั้งด้านหน้าเเละหลังเพื่อให้อาคารมีสัดส่วนที่สวยงาม ซุ้มประตูเเละหน้าต่างเป็นซุ้มแบบไทยประเพณี เป็นการผสมกันระหว่างซุ้มแบบบรรพเเถลงเเละซุ้มปราสาทยอด บางครั้งเรียกว่า "ซุ้มยอดมงกุฏ" เป็นอีกหนึ่งรูปแบบศิลปกรรมที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3
📍พระพุทธไตรรัตนนายก เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอกคืบ (11.75 เมตร) สูง 7 วา 2 ศอกคืบ 10 นิ้ว (15.45 เมตร) เมื่อเเรกสร้างคนทั่วไปเรียกว่า พระโต หรือ หลวงพ่อ ชาวจีนเรียก ซำปอกง หรือ ซำปอฮุดกง เป็นที่เคารพบูชาของคนจีนอย่างมาก ลักษณะของพระพุทธไตรรัตนนายกเป็นรูปแบบของพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 คือ พระวรกายเพรียวบาง พระพักตร์ค่อนข้างกลมกึ่งรูปไข่ ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลว พระขนงโก่ง เส้นขอบเปลือกพระเนตรพระขนงป้ายเป็นแผ่น พระเนตรเปิดเเละมองตรง พระนาสิกค่อนข้างเล็กเเละโด่ง พระโอษฐ์เล็ก แย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย เส้นพระโอษฐ์โค้งเล็กน้อยเกือบเป็นเส้นตรง สังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่อยู่กึ่งกลางพระวรกาย ลักษณะการแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อยเช่นนี้ทำให้สีพระพักตร์คล้ายกับหุ่นละคร หรือเรียกว่า "พระพักตร์อย่างหุ่น"
📍พระอุโบสถ สร้างขึ้นราว พ.ศ.2478 โดยตั้งอยู่บริเวณที่เป็นบ้านเดิมของเจ้าพระยานิกรบดินทร์ เป็นอาคารแบบพระราชนิยมไทยผสมจีน หน้าบันพระอุโบสถ เป็นหน้าบันแบบพระราชนิยมคือ เป็นหน้าบันก่ออิฐถือปูนไม่มีเครื่องลำยอง มีลักษณะเหมือนจะทำเป็นหน้าบันแบบ 2 ชั้น เเต่ภายในหน้าบันกลับประดับลวดลายต่อเนื่องไม่มีขอบแบ่งชั้นหน้าบันออกจากกัน ประดับด้วยกระเบื้องเป็นลายดอกไม้ ใบไม้ ส่วนของด้านในปิดพื้นด้วยกระเบื้องสีเหลืองอ่อน ผูกลวดลายเป็นลายก้านแยก ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบและกระเบื้องถ้วย ส่วนกลางของหน้าบันแทรกรูปนก 2 ตัวที่หันหน้าเข้าหากันแต่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่สมมาตรกัน
พระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูป ปางปาลิไลยก์ (ป่าเลไลย์) ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างพระราชทาน เป็น 1 ใน 2 วัดของกรุงเทพมหานคร ที่มีพระประธานของพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ อีกแห่งคืออุโบสถวัดบางขุนเทียนใน หล่อด้วยสำริด มีความสูงตั้งเเต่พระบาทถึงพระเกตุ 5.65 เมตร มีลักษณะห้อยพระบาทวางพระหัตถ์ไว้บนพระชานุ พระหัตถ์ขวาหงายขึ้นเพื่อรับของถวาย มีประติมากรรมช้างหมอบถวายน้ำเเละลิงถวายรวงผึ้งอยู่ด้านหน้า ลักษณะพระพุทธรูปเป็นแบบที่นิยมสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 คือ มีลักษณะพระพัตร์แบบอย่างหุ่น พระโอษฐ์เล็ก สังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่อยู่กึ่งกลางพระวรกาย
ภายในพระอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงพุทธประวัติ และแสดงชีวิตชาวบ้านในสมัยรัชกาลที่ 3 และยังมีหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ 4
📍ศาลาการเปรียญ บางตำราเรียกพระวิหารน้อย มีลักษณะอาคารเเละขนาดแบบเดียวกับพระอุโบสถทุกประการ รวมทั้งหน้าบันด้วย มีพระประทานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อจากสำริดขนาดใหญ่ ลักษณะทางพุทธศิลป์จัดเป็นศิลปะสุโขทัยที่ได้รับการแปลงพระพักตร์ใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่เรียกกันว่า...
Read more